คำตอบอัศจรรย์ ๓ ประการ

posted on 12 Jul 2010 03:16 by lovelybebe

 

 

คำถาม ๓ ประการของพระจักรพรรดิ


วันหนึ่ง เป็นที่ปรากฏชัดแก่จักรพรรดิ พระองค์หนึ่ง ว่า หากพระองค์ทรงรู้คำตอบของปัญหา ๓ ประการดังต่อไปนี้แล้ว จะทำให้พระองค์ทรงทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย คำถาม ๓ ประการนี้ คือ

๑. เวลาไหนเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการทำกิจแต่ละอย่าง
๒. ใครคือคนสำคัญที่สุดที่ควรทำงานด้วย
๓. อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ควรทำตลอดเวลา


พระจักรพรรดิทรงรับสั่งให้ป่าวประกาศไปทั่วอาณาจักรของพระองค์ว่า ใครก็ตามที่สามารถจะตอบคำถาม ๓ ข้อนี้ได้ จะได้รับรางวัลมหาศาล คนทั้งหลาย เมื่อได้อ่านประกาศนั้นแล้วต่างก็พากันเดินทาง มุ่งมายังวังของพระจักรพรรดิทันที แต่ละคนก็มีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป


ในการตอบปัญหาข้อแรก มีคนหนึ่งแนะนำให้พระจักรพรรดิ ทำตารางเวลาที่แน่นอนสำหรับภารกิจแต่ละอย่าง ทุก ๆ ชั่วโมง ทุก ๆ วัน ทุก ๆ เดือน และทุก ๆ ปี แล้วทำตามตารางเวลานั้น ด้วยวิธีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถ ทำกิจได้ถูกต้องตามกาลที่เหมาะสม  อีกคนหนึ่งบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะวางแผนล่วงหน้าเช่นนั้น และแนะนำว่าพระจักรพรรดิควรจะเลิกความสนุกสนานอันไร้สาระทั้งหมด และให้ความเอาใจใส่ต่อกิจกรรมต่าง ๆ โดยพระองค์เองทุกอย่างจึงจะทรงทราบได้ว่าเวลาไหนเหมาะสมที่จะทำอะไร  บางคนยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ ที่พระจักรพรรดิหวังจะเลือกเวลาทำกิจต่าง ๆ  ที่อยู่ในอำนาจความรับผิดชอบได้เหมาะสมทุกอย่าง สิ่งที่จำเป็นก็คือต้องมี "สภาแห่งคนฉลาด" และทำตามคำแนะนำของสภานั้น  แต่ก็มีบางคนแย้งว่า สิ่งต่าง ๆ นั้นจำเป็นต้องตัดสินใจในทันที ไม่อาจรอการปรึกษาได้ ฉะนั้นหากต้องการจะรู้ล่วงหน้าว่าอะไรเกิดขึ้น พระจักรพรรดิควรจะปรึกษาผู้วิเศษและหมอเวทมนต์


คำตอบปัญหาข้อที่สองก็แตกต่างกันออกไป มีบางคนเสนอว่า พระจักรพรรดิจะต้องไว้วางใจคณะขุนนางข้าราชการอย่างเต็มที่  บางคนบอกว่า ต้องไว้วางใจพระและนักบวช  บางคนเสนอนักวิทยาศาสตร์ แถมยังมีบางคนเสนอให้ไว้วางใจต่อนักรบ


คำตอบต่อคำถามที่สามก็ต่างกันไปเช่นกัน บางคนบอกว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่้ต้องติดตามอยู่ตลอเวลา  บ้างว่าต้องเรื่องการศาสนาต่างหาก  และบ้างก็ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทักษะการทำสงคราม


พระจักรพรรดิไม่พอพระทัยคำตอบไหนเลย เพราะว่ามันแตกต่างกันไปหมดและก็เลยไม่มีใครได้รับรางวัล


หลังจากคิดทบทวนอยู่หลายคืน พระจักรพรรดิก็ตัดสินพระทัยที่จะไปหาฤาษีตนหนึ่งผู้อาศัยอยู่บนเขา และว่ากันว่าเป็นผู้ตรัสรู้เห็นแจ้งแทงตลอดแล้ว พระจักรพรรดิปรารถนาที่จะไปตรัสถาม คำถามของตนต่อฤาษีตนนั้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ฤาษีนั้นจะต้อนรับแต่เฉพาะคนยากจนเท่านั้น ไม่ยอมต้อนรับคนร่ำรวย หรือ ผู้มีอำนาจราชศักดิ์ พระจักรพรรดิจึงต้องปลอมตัวเป็นชาวนาธรรมดา และสั่งองครักษ์ให้คอยอยู่ที่เชิงเขา โดยที่พระจักรพรรดิทรงไต่เนินเขาขึ้นไปพบฤาษีตามลำพัง


พอมาถึงที่อยู่ของ " ผู้รู้ " ที่ว่านั้น พระจักรพรรดิก็ทรงพบว่า ฤาษีกำลังขุดดินอยู่ในสวนหน้ากระท่อมเล็กของตน เมื่อฤาษีแลเห็นผู้แปลกหน้า ก็ผงกหัวเป็นการต้อนรับแล้วก็ขุดดินต่อไป เห็นได้ชัดว่าการใช้แรงงานนั้น เป็นงานหนัก เพราะฤาษีนั้นชรามากแล้ว แต่ละครั้งที่จอบฟันลงไปพลิกดินขึ้นมาท่านจะต้องหอบแรง ๆ ทุกครั้งไป


พระจักรพรรดิเข้าไปหาแล้วตรัสว่า "ผมมานี่เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน ขอให้ท่านช่วยแก้ปัญหา ๓ ข้อของผม คือ

๑. เวลาไหนเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการทำกิจแต่ละอย่าง
๒. ใครคือคนสำคัญที่สุดที่ควรทำงานด้วย
๓. อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ควรทำตลอดเวลา


ฤาษีฟังคำถามด้วยความเอาใจใส่ แต่มิได้ตอบ เพียงแต่เอามือตบไหล่ พระจักรพรรดิเบา ๆ แล้วขุดดินต่อไป พระจักรพรรดิตรัสว่า "ท่านคงเหนื่อยมาก มา ให้ผมได้ช่วยท่านเถอะ" ฤาษีขอบใจ แล้วก็ส่งจอบให้พระจักรพรรดิ จากนั้นก็นั่งพักบนพื้นดินนั้น


หลังจากขุดไปได้สองร่อง พระจักรพรรดิก็หยุดแล้วหันมาถามปัญหาทั้ง ๓ อีกครั้งหนึ่ง ฤาษีก็มิได้ตอบอีก  แต่ยืนขึ้นและชี้มือไปที่จอบและบอกว่า "หยุดพักได้แล้วล่ะฉันทำต่อไปได้แล้ว" แต่พระจักรพรรดิไม่ส่งจอบให้และขุดดินต่อไป ชั่วโมงหนึ่งผ่านไป แล้วก็สองชั่วโมง จนอาทิตย์ลับไปหลังภูเขา พระจักรพรรดิทรงวางจอบลงและหันมาตรัสกับฤาษีว่า "ผมมาที่นี่เพื่อขอร้องให้ท่านช่วยตอบคำถามของผม หากท่านไม่สามารถตอบได้ โปรดบอกให้ผมรู้ด้วย ผมจะได้กลับบ้านของผม"


ฤาษีเงยหน้าขึ้นและถามพระจักรพรรดิว่า "เธอได้ยินเสียงใครกำลังวิ่งมาทางนี้หรือเปล่า"  พระจักรพรรดิหันไปทอดพระเนตร ทันใดนั้น ทั้งสองก็แลเห็นชายมีเคราขาวคนหนึ่งโผล่ออกมาจากป่าละเมาะ ชายคนนั้นวิ่งเตลิดออกมา มือทั้งสองกุมบาดแผลโชกเลือดที่ท้อง เขาวิ่งตรงมายังพระจักรพรรดิ และฤาษีก็แลเห็นบาดแผลลึกที่หน้าท้องของชายผู้นั้น พระจักรพรรดิได้ทรงทำความสะอาดบาดแผล แล้วเอาฉลองพระองค์พันแผลให้ เพียงประเดี๋ยวเดียว เสื้อนั้นก็โชกไปด้วยเลือดเพราะเลือดไหลไม่หยุด พระจักรพรรดิก็เลยเอาเสื้อนั้นออกมาซักบิดให้แห้ง แล้วพันแผลอีกเป็นครั้งที่สอง และทำอยู่อย่างนั้นจนกระทั้งเลือกหยุดไหล


เมื่อคนเจ็บฟื้น ได้สติ ก็ร้องขอน้ำ พระจักรพรรดิรีบวิ่งไปที่ลำธารตักน้ำใสสะอาดมาให้เหยือกหนึ่ง ขณะนั้นดวงตะวันลับฟัาไปแล้ว และอากาศหนาวยามค่ำคืนเริ่มแผ่คลุมไปทั่ว ฤาษีช่วยพระจักรพรรดินำคนเจ็บเข้ามาในกระท่อมและให้นอนบนเตียงของตน ชายนั้นปิดตาลงและนอนหลับไป พระจักรพรรดิเอง ก็ประทับพิงประตูกระท่อมหลับไปเช่นกันด้วยความเหนื่อยอ่อน จากการปีนเขา และการขุดดินทั้งวัน และมาตื่นบรรทมขึ้นเมื่อตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว


พระจักรพรรดิทรงลืมไปชั่วขณะว่าพระองค์เสด็จมาอยู่ที่ไหน และมาทำอะไร ทรงทอดพระเนตรไปที่เตียงคนเจ็บทันที และก็พบว่าชายผู้นั้นกำลังจ้องมองมายังตนอย่างฉงนฉงาย พอเห็นพระจักรพรรดิ ชายผู้นั้นก็ครวญครางออกมาอย่างแผ่วเบาว่า "ได้โปรดประทานอภัยโทษให้ข้าพระองค์ด้วย"

"แต่เธอทำผิดอะไรเล่าที่ฉันจะต้องให้อภัย" จักรพรรดิตรัสถามกลับ

"ท่านไม่รู้จักข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์รู้จักท่านดี พี่ชายของข้าพระองค์ถูกข้าตายเมื่อสงครามครั้งที่ผ่านมานี้ และทรัพย์สมบัติถูกริบหมด ข้าพระองค์จึงถือว่าท่านคือศัตรูคู่อาฆาต ปฏิญาณไว้ว่าจะต้องล้างแค้นให้ได้ เมื่อทราบข่าวว่าท่านขึ้นมาหาฤาษีตามลำพัง ข้าพระองค์จึงตั้งใจที่จะดักฆ่าท่านเสียตอนท่านเสด็จกลับ แต่รออยู่นานไม่เห็นท่าน ข้าพระองค์จึงออกจากที่ซุ่มกำบังเพื่อตามหา แต่แทนที่จะพบท่าน ข้าพระองค์กลับไปเจอะเอาทหารองครักษ์ของท่านเข้า พวกนั้นจำข้าพระองค์ได้ และเข้าจับกุมข้าพระองค์จนถูกมีดบาดเจ็บนี่แหล่ะ  แต่ข้าพระองค์ยังโชคดีที่หนีรอดการจับกุมได้และวิ่งมาที่นี่ ถ้าไม่ได้พบท่าน ป่านนี้ข้าพระองค์คงตายไปแล้ว ข้าพระองค์ตั้งใจจะฆ่าท่านแต่ท่านกลับช่วยชีวิตข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์รู้สึกละอายใจและสำนึกในพระคุณอย่างบอกไม่ถูก หากข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ต่อไป ขออุทิศชีวิตช่วงที่เหลือนี้รับใช้ท่านตลอดไป และจะสั่งสอนลูกหลานให้ทำเช่นเดียวกันด้วย ขอได้โปรดประทานอภัยให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด"

พระจักรพรรดิดีพระทัยยิ่งนัก ที่ศัตรูได้กลับมาเป็นมิตรอย่างง่ายดาย นอกจากจะประทานอภัยแล้ว ยังทรงสัญญาที่จะคืนทรัพย์สมบัติที่ริบมาจากชายผู้นั้น ตลอดจนจัดส่งแพทย์และคนใช้ไปคอยรักษาพยาบาล จนกว่าเขาจะหายเป็นปกติอีกด้วย พอสั่งทหารให้นำชายผู้นั้นไปส่งบ้านแล้ว พระจักรพรรดิก็เสด็จกลับมาหาฤาษีอีกครั้ง เพื่อทวนคำถามเป็นครั้งสุดท้าย และพบว่าฤาษีกำลังหว่านเมล็ดพืชลงบนดินที่ขุดไว้เมื่อวาน


ฤาษีเงยหน้าขึ้นและหันมาทางพระจักรพรรดิ "คำถามของท่านได้รับคำตอบหมดแล้วนี่"

"อย่างไรกัน" พระจักรพรรดิทรงถามด้วยความงุนงง

"เมื่อวานนี้ ถ้าท่านไม่เกิดความสงสารสังขารของฉันและลงมือช่วยฉันขุดดิน ท่านก็คงถูกทำร้ายโดยชายผู้นั้นตอนขากลับ และคงต้องโทมนัสใจอย่างมากที่ไม่ได้พักอยู่กับฉัน

 ดังนั้นเวลาที่สำคัญที่สุดตอนนั้นก็คือเวลาที่ท่านขุดดิน  บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือตัวฉัน  และภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือ  การช่วยฉันขุดดิน

จากนั้น เมื่อชายบาดเจ็บผู้นั้นวิ่งมา  เวลาที่สำคัญที่สุดก็คือ ตอนที่ท่านช่วยพยาบาลเขา  เพราะมิฉะนั้นเขาก็จะต้องตายไป  และท่านก็จะหมดโอกาสที่จะได้กลับเป็นมิตรกับเขา  และเช่นเดียวกัน  บุคคลสำคัญที่สุดก็คือชายผู้นั้น และภารกิจสำคัญที่สุดก็คือการรักษาพยาบาลเขา

 

จงจำไว้ว่า  มีเวลาที่สำคัญที่สุดเวลาเดียว คือ "ปัจจุบัน"  ช่วงขณะปัจจุบันเท่่านั้น ที่เป็นเวลาที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง  บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่เรากำลังติดต่ออยู่ คนที่อยู่ต่อหน้าเรา  เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะมีโอกาสได้ติดต่อกับใครอีกหรือไม่  และภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือการทำให้คนที่อยู่กับเราขณะนั้น ๆ มีความสุข  เพราะนั่นเป็นภารกิจอย่างเดียวของชีวิต"

 

( นิทานของ ตอลสตอย :  คัดจากหนังสือ 'ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ'  โดยท่าน ติช นัท ฮันท์)

Comment

Comment:

Tweet