ไหน ๆ ก็ได้ฤกษ์อัพเดทบล็อกทั้งที ขออัพเดทพร้อมกันทีเดียวเลยก็แล้วกัน  

 

 

 

 

 

 

 

ประเมินผลการปฏิบัติปี 2009 และเป้าหมายของปี 2010 

ปีหนึ่งผ่านไปไวเหมือนโกหก หลวงพ่อปราโมทย์กล่าวไว้ในซีดีของสิ้นปี 2551 ว่า ผ่านไปอีกปี  เราต้องประเมินผลตัวเอง ในขณะที่คนอื่นเค้าฉลองความหลงโลกกัน

ปีใหม่ผ่านมาพร้อมกับทุกขเวทนา เริ่มต้นด้วยอาการปวดหลัง คล้าย ๆ ปลายซี่โครง จนคิดว่า อาจจะเป็นไต แถมด้วยอาการปัสสวะขัด ยิ่งทำให้คิดว่าใช่ ตัดสินใจไปหาหมอ ตรวจแล้วปัสสวะปกติ คุณหมอเลยนัดกลับไปตรวจหานิ่วในไต

อาการป่วยค่อย ๆ หายไป กลับมาเกือบปกติแล้ว แต่ก็คิดว่ากลับไปตรวจซะให้รู้แล้วรู้รอด ความกังวล หายไปหมดแล้วว่าจะมีหรือไม่มี แม้ว่าวันพรุ่งนี้เป็นวัดนัดตรวจก็ตาม

ประเมินผลตัวเอง ปีที่ผ่านมา มีความสุขมากขึ้น ความทุกข์จากการยึดถือลดน้อยลง และรู้สึกว่าตัวเองมีเหตุผลมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน มองเห็นอะไร ๆ ในมุมใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อเกิดสภาวะต่าง ๆ แม้จะยังไม่สามารถเห็นได้แจ่มชัด ถึงขั้นเป็นวิปัสสนาว่าเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ก็รู้สึกถึงความสุข ผ่อนคลายทางใจมากขึ้น

หลวงพ่อปราโมทย์บอกว่าอย่าประเมินผลแบบ Bias เข้าข้างตัวเอง เราก็เลยลองประเมินตัวเองจากคำชื่นชมของคนรอบข้าง ด้วยที่ต่างก็ชมว่า เราโตขึ้น มีความคิด ความอ่าน ที่เหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมานาน เรียกว่าแก่เกินวัย กับคำขอบคุณจากคนรอบข้างที่ความสุขจากความปล่อยวางที่เราเผื่อแผ่ไปให้เขา  ทำให้เขาได้รู้สึกผ่อนคลายความทุกข์ทางใจได้ทุก ๆ ครั้งที่ได้คุยกับเรา

แต่โดยส่วนตัว ลึก ๆ ยังรู้สึกว่ามันยังไม่พอ ประเมินตัวเองในด้านลบว่า ขาดความเพียร หลายๆ  ความตั้งใจในปีที่ผ่านมาต้องล้มเลิก และไม่สำเร็จ

ปีใหม่นี้ ตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งในเรื่องสุขภาพกาย เรื่องการกินจุบจิบ ขนมและของหวาน ตลอดทั้งกาแฟ ก็จะลด ละ เลิก ซึ่งผ่านมาได้อาทิตย์หนึ่งแล้ว รู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้นแบบทันตาเห็นเลยทีเดียว  

เรื่องทางจิตใจ ก็ตั้งใจว่าจะเพิ่มความเพียร เดินจงกรมให้มากขึ้น นั่งสมาธิและสังเกตลมหายใจ มากขึ้น เพราะปีที่ผ่านมา ไม่ได้ใส่ใจทำสมาถะ ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่ตั้งมั่น หลาย ๆ ครั้งตามกิเลสไม่ทัน

ใส่เป้าหมายไว้ในอินเตอร์เน็ตให้คนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมในโลกได้ดู "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทั้งดีและร้าย จะขอมีความสุขกับทั้งหมดที่ผ่านเข้ามา" มีเพื่อนฝรั่งในที่ทำงานเข้ามาอ่านและฝากความเห็นไว้ว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง และควรจะเป็นเป้าหมายที่ทุก ๆ คนควรจะทำให้ได้

อเมริกันฟุตบอล, ทีมของฉัน, กับ จิตที่ยึดถือ

ปีแรกที่แต่งงานและย้ายมาอยู่อเมริกา ฉันไม่เคยมีความสนใจและรู้เรื่องกีฬาอเมริกันฟุตบอลมาก่อน

สามีเป็นชาวอเมริกัน และชอบดูฟุตบอล ปีแรกฉันนั่งดูกับเขาด้วยความเซ็ง ไม่รู้เรื่อง รู้สึกว่าน่าเบื่อ และไม่สนุก

ปีที่สอง ฉันเริ่มรู้สึกคุ้นเคย แม้จะยังไม่รู้กฏต่าง ๆ ของกีฬ่าชนิดนี้แถมยังเริ่มชอบทีมที่สามีเชียร์อยู่

ปีที่สาม ฉันเริ่มรู้สึกคุ้นเคยมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว รู้จักทีมต่าง ๆ ในลีคเกือบทุกทีม และเริ่มมีทีมที่ชื่นชอบ เป็นของตัวเอง

ปีที่สี่ ทีมของฉันไม่ได้เป็นแชมป์ แถมนักกีฬาของทีมที่ชอบเป็นพิเศษบาดเจ็บไม่ได้แข่งทั้งปี ทำให้ฉันไม่ได้ติดตามการเล่นของทีมตลอดทั้งปี

ปีนี้ปีที่ห้า นักกีฬาคนโปรดกลับมา แต่ไม่เต็มร้อย ผลการเล่นขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เพอร์เฟคเหมือนเคย ฉันติดตามจนถึงรอบเพลย์ออฟ ดูไป บ่นไป เกิดโมโหขึ้นมา เมื่อถูกทีมอื่นทำคะแนนล่วงหน้าไปไกล ทั้งสบถ ทั้งบ่น เห็นความโมโห ผุดขึ้นในใจ ผิดหวัง โกรธเกลียดทีมฝ่ายตรงข้าม คิดหวังให้พวกเขาพ่ายแพ้ย่อยยับในรอบถัดไป

สติกลับคืนมาในบางขณะจิตบอกตัวเองว่า นี่ฉันเป็นบ้าไปแล้ว จากที่ไม่เคยรู้สึกอะไร กลับกลายเป็นรู้สึกเป็นเจ้าของ มีส่วนร่วมในความชนะ และพ่ายแพ้ของคนอื่น

สติกลับคืนมา มองย้อนกลับไป จำที่หลวงพ่อปราโมทย์เคยกล่าวในซีดีว่า พอมีเราขึ้นมา ขีดวงของเรา นอกวงก็เป็นเขา เป็นของเขา , โลกเคลื่อนไหว ก็กระทบจิต จิตก็กระเพื่อมไหวตามโลก บางทีโลกยังไม่เคลื่อนไหว จิตก็กระเพื่อมไปก่อน และก็ไปเคลื่อนไหวโลกอีกที

คิดอีกที ถ้ากลับกันฉันชอบทีมฝ่ายตรงข้าม วันนี้ฉันคงมีความสุข ไชโยโห่ร้องที่เขาชนะได้เข้ารอบลึกไปอีก

บอกสามีว่า ต่อไปนี้ ฉันจะเลิกมีทีมของตัวเอง และจะดูแบบดูฟุตบอล ไม่ว่าทีมไหนจะได้เป็นแชมป์ก็จะดีใจกับทีมนั้น

จำที่หลวงพ่อเคยสอนว่า ดูกายใจ ให้เหมือนคนดูฟุตบอล นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ ทีมเราได้ลูกเราก็ดีใจ ทีมเรากำลังจะแพ้ใจห่อเหี่ยว ดูจิตก็เหมือนกัน อย่ากระโจนลงไปดู

เห็นความถอยหลังอีกครั้งในการปฏิบัติ แต่ยังดีที่มีสติคิดได้ ขอบคุณกิเลสที่เข้ามาทำให้ได้ฝึกใจ ตามรู้ ตามดู

จบการอัพเดทบล็อก ในขณะแห่งจิตที่ไม่เดือดร้อนไปกับความพ่ายแพ้ของทีมฟุตบอล เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าใครจะเป็นแชมป์ มันก็จะผ่านไป แบบไม่หวนกลับคืน

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

วันก่อนได้ดูถ่ายทอดกีฬารายการหนึ่ง เห็นใจแกว่งขึ้นแกว่งลง แต่ความตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อนลดลงมากแล้วครับ
หลวงพ่อเคยแนะนำให้คนที่ติดนิ่งออกไปรับอารมณ์โน้นนี้บ้าง การดูกีฬาเพื่อมาทดสอบตัวเองก็ดีเหมือนกันนะครับ
big smile

#2 By TaamtaangTaamtai on 2010-01-17 08:30

ชอบดูอเมริกันฟุตบอลเหมือนกัน ติดถึงขนาดที่ตื่นตีสี่ (เมืองไทย) มาเฝ้าหน้าจอวัน super bowl และยอมไปทำงานสาย big smile แต่หยุดติดและเลิกดูไปนานแล้ว

แต่เกมส์ชีวิตก็เป็นแบบนั้นเลยนะ เพื่อนของเรา ทรัพย์สินของเรา ตำแหน่งของเรา และ "ตัวของเรา" ที่มันโตจัง sad smile sad smile

ดีจังที่มีการเช็คว่า Bias หรือเปล่า surprised smile สงสัยต้องหาวิธีเช็คของตัวเองบ้างแล้ว

พี่เพิ่งได้ดูวีซีดีที่คุณดังตฤณไปบรรยายที่ Shevron เมื่อปีก่อนล่ะ ทั้งการบรรยายและตอบคำถาม ดีมากๆๆๆ ไม่รู้ว่าบีบีเคยดูหรือยัง?