เรียนรู้ทุกข์

posted on 30 Aug 2009 23:06 by lovelybebe

Dhamma001

เมื่อวานนี้ได้เข้าไปหาอ่านอะไรเล่น ๆ ในอินเตอร์เน็ต

ผ่านไปเจอข้อความบรรยายของท่าน อ.แนบ มหานีรานนท์ ท่านพูดถึงเรื่อง ทุกข์ และการกำหนดทุกข์

อ่านไปเรื่อย ๆ ชอบใจอยู่ประโยคหนึ่ง จึงคัดออกมา นำมาตกแต่ง ใช้ความพยายาม และความช่วยเหลือจากสามีจนได้ออกมาเป็นภาพ สามารถโหลดเข้ามาในบล็อกได้ (ขอบคุณคุณสามีสุดที่รักมา ณ ที่นี้ด้วยนะจ๊ะ)

 

เราเลยสรุปใจความตามความเข้าใจของตัวเองจากที่ได้อ่าน..

ว่าคนส่วนใหญ่รู้จักทุกข์ เพียงแค่ทุกขเวทนา ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เช่น ความปวดเมื่อย ความเจ็บป่วย แก่ ตาย พอเกิดขึ้นมาแล้ว ก็คิดว่านั่นแหล่ะคือทุกข์

แต่จริงๆ  แล้ว ยังมีทุกข์อีกแบบ ที่เรียกว่า ทุกขลักษณะ เป็นทุกข์ในอริยสัจ เป็นธรรมชาติทุกข์ เกิดขึ้นตลอดเวลา และมองได้ในหลาย ๆ แง่ (ยังจำได้ไม่หมดเลย) แต่รวมความแล้ว ทุก ๆ สิ่งในโลกนี้มันเป็นทุกข์ ในลักษณะที่มันไม่เที่ยง มันคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มันต้องแตกสลายไปในที่สุด ตามเหตุ ตามปัจจัย มันไม่ใช่ตัวตน ไม่มีใครสามารถจะบังคับได้ 

ครูบาอาจารย์ท่านว่า คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจว่าทุกสิ่งมันเป็นทุกข์ จึงชอบนำไปเปรียบเทียบกับ สุข

เกลียดทุกข์ รักสุข อยากให้กาย - ใจ นี้มีแต่ความสุข

นั่นเพราะใจยังมีอวิชชา บดบัง มองไม่เห็น ว่าทุกข์นั้นมันเป็นธรรมชาติ มันมีอยู่ของมันอย่างนั้น

และไอ้เจ้าความสุขนั้น มันก็มีสภาพทุกข์ คือ ไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัวตน และสุดท้ายมันสลายไปในที่สุดเช่นกัน (เคยได้ยินครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า "สุข" มันก็คือ "ทุกข์ ที่ ทนได้")

ท่านจึงให้ฝึกจิต ฝึกใจ ให้เห็นว่า ทุกข์นั้น เกิดขึ้นตลอดเวลา มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เพียงแต่มนสิการจิตเข้ามาดู สังเกต และระลึกรู้

นั่งอยู่เฉย ๆ นาน ๆ ก็ไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนท่าทาง จาก ยืน เป็น นั่ง, จากนั่ง เป็น เอนกาย, จากเอนกาย เป็น นอน หิว ก็ ต้องกิน , อยากกิน ก็ แส่ส่ายไปหาอะไรกิน, อยากได้นั่น อยากได้นี่ ก็แส่ส่ายหาหนทางให้ได้มา, เบื่อหน่าย ก็ไปหาอะไรมาแก้ความเบื่อ ฯลฯ

แต่เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นทุกข์ที่จาง เบาบางเหลือเกิน แถมเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกินว่าจิตที่หนาไปด้วยกิเลส อวิชชาบดบัง จะตามรู้ได้ทัน จึงทำให้มองไม่เห็นว่าเหล่านั้นมันก็เป็นทุกข์

ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน คือ การฝึกให้จิต ให้ได้เห็นทุกข์ในอริยสัจ เมื่อจิตได้เห็นว่าทุกขลักษณะนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดโดยธรรมชาติ ห้ามมันไม่ได้

ดูไป ดูไปโดยไม่ห้ามมัน ไม่ไปดับมัน ให้จิตเห็นจนพอ จิตจะปล่อยวางได้เอง และไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกอีก (ท่านหมายรวม คือ กาย- ใจ) ว่าเป็นเรา เป็นของเรา เพราะใจที่เห็นว่า ทุก ๆ อย่างไม่มีอะไรเลย นอกจากทุกข์ 

หลังจากที่ได้อ่าน ก็เลยลองฝึกสังเกตทุกข์ดู ทั้งวันเมื่อวานนี้ พยายามมีสติสังเกตการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงท่าทางของตัวเอง นั่ง ๆ อยู่ พอเปลี่ยนท่าก็ลองสังเกตดูเท่าที่ทำได้ว่า ที่เปลี่ยนท่าเพราะเมื่อกี้มันมีความปวดเมื่อย มันอยากเปลี่ยน ทั้งวัน กาย ใจ มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

และมีบางช่วงเวลา ที่จิตมีความเบื่อหน่ายเกิดขึ้น ไม่อยากกินของที่มีอยู่ และพยายามหาอะไรมาชดเชยความอยาก เห็นจิตใจที่ไม่อยากกิน และใจที่แส่ส่ายไปคิดว่าจะกินอะไรดีให้หายอยาก แต่กินอะไรเข้ากี่อย่าง ๆ มันก็ไม่พอใจ ไม่รู้สึกว่ามันชดเชยความอยากได้

จนสุดท้ายบอกตัวเอง ต่อให้ขนมาทั้งห้าง มันก็ไม่พอใจอยู่ดี ก็เพราะใจมันไม่อยาก ดูมันไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ตามใจอยาก คือ ยังอยากอยู่ แต่ไม่หาอะไรกินแล้ว (เดี๋ยวอ้วน) ดูไปเรื่อย ๆ สุดท้าย ก็ได้เวลาเข้านอน

  

ตื่นเช้ามาสังเกตตัวเอง อืมห์ ความอยากกิน ความเบื่อ เมื่อวานมันหายไปแล้วนะ

แล้วก็รู้สึกว่า ดีนะ จริง ๆ จิตมันทุกข์ตลอดเวลา มันอยากนั่น อยากนี่ มันไม่พอใจ แม้เล็ก ๆ น้อย ๆ และมันก็ดูพร้อมที่ก่อร่างเป็นทุกข์ใหญ่ ๆ ได้ ถ้ารู้ไม่ทัน

จำได้ว่าเมื่อตอนที่กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย ได้ฟังเกี่ยวกับคำสอนของหลวงพ่อชา(จำรายละเอียดไม่ได้) ที่ท่านสอนพระฝรั่ง ที่กำลังทุกข์กับอะไรบางอย่าง

หลวงพ่อชาท่านจึงถามพระฝรั่งองค์นั้นขึ้นมาว่า “ไอ้เจ้าสิ่งนั้น มันทุกข์ไม๊”

ถามไป ๆ พระฝรั่งท่านจึงถึงบางอ้อ..

อ้อ! ไอ้ที่ทุกข์ มันคือใจเรา หาใช่สิ่งอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุของทุกข์

เลยกลายมาเป็นคำสอนเตือนสติกันกับพี่สาว ทุก ๆ ครั้งที่เกิดอะไรขัดข้อง ขุ่นใจ เราก็จะถามไปว่า

“ไอ้เจ้าสิ่งนั้น มันทุกข์ไม๊”

พี่สาวก็ เอ้อ..มันไม่ทุกข์ แต่ใจเรานี่แหล่ะมันทุกข์ แล้วก็หัวเราะกันสองคน

หากข้อเขียนนี้มีอะไรผิดพลาด บกพร่อง ก็ด้วยความรู้อันน้อยนิด กราบขออโหสิกรรมต่อพระรัตนตรัย

และพ่อแม่ครูอาจารย์ มา ณ โอกาสนี้

 

 

Comment

Comment:

Tweet

แวะมาเยี่ยมๆมองๆ big smile

บีบีสบายดีนะคะ หมู่นี้พี่ไม่ค่อยเข้ามา อา. หนึ่งเข้ามาสักสองสามครั้งน่ะ

เราก็ได้แต่ฟังบ้าง อ่านบ้าง เรื่องทุกข์ จะให้เห็นทุกข์ล้วนๆอย่างที่ลพ.ท่านเทศน์นี่ ..คงอีกไกลมั้งสำหรับพี่ sad smile
พระพุทธองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับอานิสงค์ของการเดินครับ
"....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเดินจงกรมมี ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือภิกษุผู้เดินจงกรมย่อมเป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล ๑ ย่อมเป็นผู้อดทนต่อการบำเพ็ญเพียร ๑ ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑ อาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้วย่อมย่อยไปโดยดี ๑ สมาธิที่ได้เพราะการเดินจงกรมย่อมตั้งอยู่ได้นาน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเดินจงกรมมี ๕ ประการฉะนี้แลฯ"
จังกมสูตร ป. อํ. (๒๙)
ตบ. ๒๒ : ๓๑ ตท. ๒๒ : ๒๘
ตอ. G.S. III : ๒๑
สำหรับทางเดินจงกรมของคุณบีบีนะครับ

#2 By TaamtaangTaamtai on 2009-09-01 08:02

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆที่นำมาเล่าสู่กันฟังนะคะ

ได้ข้อคิดเพิ่มขึ้นมากมายเลยคร่าbig smile

#1 By ณ ปลายทาง. on 2009-08-31 00:34