ของเก่า

posted on 22 Jun 2009 02:47 by lovelybebe

จากเว็บ http://www.star4life.com

 

 

พอดีเข้าไปในเว็บแสงดาวส่องทาง จากบ้านของพี่บุหงา (http://napas-ubsorn.exteen.com/) เข้าไปแล้วก็ไปเจอข้อความคำสอนของหลวงปู่มั่น อ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งใจ เลยนำมาตกแต่ง กะว่าจะเก็บไว้เป็น ภาพ background ในคอมพ์ซะหน่อย นึก ๆ ไปก็อยากจะให้คนอื่น ๆ ได้อ่านด้วย เลยเอาภาพนั้นมาลงไว้เป็นหัวต้นเรื่องที่จะเขียนในวันนี้

เมือวันเสาร์ นั่งดูทีวีกับสามี และเกิดการถกเถียงกันเล็กน้อยตามประสาสามีภรรยา ที่ไม่ค่อยมีความเห็นลงรอย หรือเป็นแนวทางเดียวกันเท่าไหร่

รายการที่ดู เป็นรายการเกี่ยวกับคนที่ชอบสะสมของเก่า โบราณ 

โดยส่วนตัวของสามีเป็นคนชอบของเก่า มีคุณค่า เป็นประเภทชื่นชม แต่ไม่จำเป็นจะต้องครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นหนังเก่าโบราณก็ชอบดู รายการโชว์รถเก่าโบราณ หรือ โชว์ของเก่า

 

 สามีเริ่มขึ้นบทสนทนา ขึ้นก่อน 

สามี  :  "ถ้าพวกเรามีของสะสม มีคุณค่าเหล่านี้ เราควรจะชอบ และสะสมมันไว้ใช่ไหม แต่ฉันกลับรู้สึกว่า เธอเป็นประเภทไม่เสียดาย ไม่ยี่หระกับสิ่งต่าง ๆ" (ผิดจากเขา ที่เป็นพวกซาบซึ้งใจในคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ พี่อาจจะเพิ่มค่าขึ้นตามกาลเวลา)

ฉัน : "ธรรมะสอนฉันว่า ทุก ๆ สิ่งต่างวิ่งไปสู่จุดที่เรียกว่า "สิ้นสุด" ไม่ว่าวันนี้จะมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน วันหนึ่งทุก ๆ สิ่งนั้น ก็จะไม่เหลืออะไรให้เห็นถึงความเป็นตัวตนในอดีต ดังที่พระพุทธเจ้าสอน"

ฉันว่า ฉันคงใช้คำพูดไม่ค่อยถูกใจ หรือ ไม่ตรงประเด็นเขาสักเท่าไหร่ สามีจึงเริ่มสวนกลับด้วยคำพูดที่มีแรงอัดมากกว่าครั้งแรก

สามี : "เธอเป็นพวกไม่เห็นคุณค่าของสิ่งของที่ผ่านกาลเวลา เธอรู้ไม๊ว่าทำไมของบางชิ้นถึงได้มีค่า"

ฉัน : "มันมีค่าเพราะคนให้ค่ามัน"

สามี : "ใช่, เพราะคนพวกนั้น เช่น ฉันนี่คนหนึ่ง ต่างซาบซึ้งในคุณค่าของของ ไม่เหมือนเธอที่เอะอะก็ทิ้งๆ คิดแต่จะทำลายให้มันสูญสลายไป"

 "เธอรู้สึกยังไง ที่พวกตาลีบัน ทำลายพระพุทธรูปองค์ยักษ์ ที่สลักบนภูเขาทั้งลูก นั่นน่ะ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นพระพุทธรูปองค์แรก ๆ เชียวนะ เธอก็จะปล่อยให้พวกนั้นทำลาย ไม่ได้สนใจว่าเป็นของที่ตกทอดจากศาสนาของเธอ เป็นตัวแทนของศาสดาของเธอ"

ฉันเริ่มเห็นความขุ่นในตัวเอง บอกเขาว่า

"แน่นอน ฉันเศร้าใจ เสียดาย และไม่คิดว่าการทำลายนั้นเป็นสิ่งดี แต่ฉันไปห้ามพวกนั้นไม่ให้ทำลายพระพุทธรูปไม่ได้ นั่นเพราะเมื่อเวลาผ่าน ก็ไม่เหลือคนพุทธที่นั้นให้คอยเฝ้าดูแลรักษา  ต่างกับพระพุทธรูปในถิ่นพุทธที่ผู้คนยังเข้าชม กราบไหว้ บูชา

แม้พระพุทธเจ้ายังทรงตรัสเองว่า ร่างกายของท่าน หรือ ศาสนาพุทธที่ท่านก่อตั้ง วันหนึ่งข้างหน้า ก็ต้องมีจุดสิ้นสุด นั่นต่างหากที่ฉันมองตาม ว่าทุกอย่างเป็นสัจธรรม และทำใจยอมรับกับธรรมชาติของทุกสิ่ง โดยไม่เสียอกเสียใจ หรือ ต้องการที่จะครอบครองสิ่งมีค่า ที่มันอาจจะนำทุกข์ทั้งกาย และ ใจมาให้กับผู้ครอบครองมัน"

 "แต่ถ้ามีแล้ว ก็เฝ้าดูแลรักษาให้ดี ฉันก็ไม่เห็นว่ามันเสียหายตรงไหน แต่ถ้าถึงเวลาเปลี่ยน มันก็ต้องรู้จักที่จะปล่อยวาง"

สามียังไม่ยอม หาว่าฉันไม่เข้าใจจุดที่เขาชี้ให้เห็น

ฉันเริ่มรู้สึกว่า มันไม่จบแน่ เพราะฉันยังไม่สามารถพอที่จะอธิบายได้ลึกซึ้ง ให้เขาเข้าใจสิ่งที่ฉันได้เห็นแล้ว

ฉันเลยบอกเขาว่า เราจบแค่นี้เถอะ...

 

เดินกลับเข้ามาในห้องคอมพ์เงียบ ๆ เห็นใจที่มันขุ่นมัว แต่ไม่ห้ามมัน ดูมันไปจนมันหาย ไม่โกรธสามี เพียงแต่รู้สึกว่าฉันโชคดี ที่วันนี้ได้มีโอกาส ได้สัมผัส ธรรมะของพระพุทธองค์

นึกถึงผู้หญิงคนที่อยู่ในรายการทีวีที่เราดูนั้น เธอชอบของสะสม ชอบที่จะมีชีวิตอยู่กับอดีต... แต่วันนี้ เธอก็ต้องยอมให้กับความเปลี่ยนแปลง

ในตอนจบของรายการ เนื่องจากเธอต้องการขายบ้าน ของสะสมโบราณทั้งหมดที่เธอใช้เงินทองและเวลากว่าครึ่งชีวิตสะสมนั้น  ก็ต้องระเห็ดออกไปจากบ้าน แลกกับเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ ที่นำเข้ามาตกแต่งเพื่อให้บ้านน่าอยู่ เพื่อดึงดูดใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ของเก่าสะสมทุกชิ้นถูกเก็บลงกล่อง นำไปฝากสถานที่รับฝากของ ที่จะไม่มีใครได้เห็น ได้ชื่นชม หรือ แม้แต่เธอผู้เป็นเจ้าของก็อาจจะลืมไปว่า......

..ครั้งหนึ่ง เคยมีของพวกนี้อยู่ เคยชอบ เคยรักขนาดไหน...

Comment

Comment:

Tweet

ทำเป็นเอามาวางไว้บนโต๊ะ (ช่วงนี้สามีต้องอยู่บ้านตลอดพอดี เขาอาจจะได้มีโอกาสหยิบอ่าน เวลาบีบีไม่อยู่บ้าน)


มาเป็นกำลังใจให้น้องบีบี ...

วางไว้บนโต๊ะเขาเฉย ๆ ก็ได้นะคะ ..อย่าคาดหวังว่าเขาจะอ่าน อย่าคาดหวังจะเขาจะเปิดใจ เราทำหน้าที่ของเราอย่างสมควรแล้ว ...ผลจะเป็นอย่างไร แล้วแต่เหตุที่เขาเคยสั่งสมไว้ค่ะ big smile

#14 By สาวิกา (124.120.106.111) on 2009-06-26 17:50

ขอบคุณพี่ไก่ หมอเบียร์ พี่บุหงา สำหรับคำแนะนำ และลิ้งค์ด้วยค่า
วันนั้น หลังจากบีบี โพส ตอบไว้ในบล็อกแล้ว พอคิด ๆ ว่าจะหาวิธีให้สามีศึกษาธรรมะ เสร็จแล้วก็เข้าไปส่งการบ้านไว้ในกระดานดูจิตของอ.สุรวัฒน์

เหมือนธรรมะจัดสรรเลยค่ะ มีคนเข้ามาสอบถามถึงหนังสือของหลวงพ่อภาคภาษาอังกฤษ แล้วมีคนมาตอบโดยเอาลิ้งค์มาไว้ให้

บีบี ก็ตามเข้าไปดู ก็เห็นและเซฟเก็บไฟล์ PDF ไว้ในเครื่อง ทีนี้ปัญหาต่อมา คือกำลังคิดว่า จะต้องปริ้นออกมา เย็บเป็นเล่ม ทำเป็นเอามาวางไว้บนโต๊ะ (ช่วงนี้สามีต้องอยู่บ้านตลอดพอดี เขาอาจจะได้มีโอกาสหยิบอ่าน เวลาบีบีไม่อยู่บ้าน)

แต่ก็ยังกังวลเหมือนกัน เพราะช่วงนี้สามีกำลังอยู่ในช่วงเผชิญปัญหาชีวิตทางโลก เขาจะเปิดใจหรือเปล่า

สงสัยบีบี คงต้องอธิษฐานช่วยด้วยค่ะ

ขอบคุณทุก ๆ ท่านอีกครั้งนะคะ (สาธุ ค่ะ สาธุ)surprised smile

#13 By LovelyBeBe on 2009-06-26 06:39

ชอบจ้า

#12 By Come Back To Me (58.9.9.63) on 2009-06-25 11:15

http://dhamma.com/
เพิ่งเห็น link ในนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ว่ามีธรรมะในรูปแบบภาษาอังกฤษด้วยค่ะ

เคยส่ง file : Path to Enlightment ให้เพื่อนต่างภาษาเหมือนกันค่ะ ดูเธอก็ยินดีที่จะศึกษา แต่ยังไม่ได้ตามผลต่อเพราะตัวเองก็รู้น้อยเหลือเกิน เดี๋ยวต้อง 'Follow up' สักหน่อยแล้ววว ^_^

แต่พี่ว่า รอให้ใจเขาเปิดรับดีกว่านะคะ เห็นจากตัวเองที่มีคนชักชวนมาเดินเส้นทางสายนี้ถึง 5 ปี กว่าจะยอมมาลองดู พอลองแล้วยังไม่ติดใจเท่าไหร่ ทิ้งไปอีก 3 ปีถึงจะเข้ามาใหม่อีกที กว่าจะเข้ามาเองก็ยาก เข้ามาเจอทางที่ตรงจริตเราก็ไม่ง่ายอีก ไม่รู้คนอื่นเป็นแบบเราบ้างมั้ยเนี่ย sad smile

เลยเห็นเหมือนกันเวลาที่เราไปชวนคนอื่น บางคนปฏิเสธเบือนหน้าหนีเลย หันกลับมาดูตัวเราว่าควรจะใช้วิธีไหนดีน้า big smile อย่างหนึ่งคือ ทำตัวเราให้ดี ความเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็น คงช่วยดึงความสนใจเขามาได้บ้าง อีกอย่างคือ เล่าไปเรื่อยๆ เล่าเรื่องของตัวเองว่าไปไหน ทำอะไร เหมือนเป็นเรื่องเล่าธรรมดาที่ไม่แตะคำทางธรรมให้เขาตกใจ ^_^

แล้วก็...อุเบกขาค่ะ ในกรณีที่ไม่สนใจจริงๆ ทำดีที่สุดแล้วนี่นา สนหรือไม่สน ก็ยังอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้big smile
สู้ๆ นะครับ พี่บีบีbig smile

ผมเองเคยเจอเล่มนึง ที่รามการ์เด้นท์ เป็นภาษาอังกฤษ... เท่าที่อ่านๆ ดู เข้าท่าทีเดียวนะครับ จำชื่อ พอจ. ไม่ได้ แต่แปลภาษาอังกฤษได้ตรงใจดี อย่าง ดูจิต ก็ observing mind (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) แปลไม่ได้ตรงตัวต่อตัว แต่ตรงที่ความหมาย อย่าท่านอธิบายคำว่า รู้แจ้ง กับรู้ ท่านใช้คำว่า Insight Knowledge กับ Intellegent Knowledge ... ผมว่าตรงดี ดูเหมือนผู้แปล ก็เจริญสติเช่นกันครับ

แต่ผมก็ยังไม่ได้อ่านทั้งหมดน่ะนะครับ เดี๋ยวไว้มีโอกาส กลับกรุงเทพแล้ว จะไปขอมาให้นะครับ


อือ พี่ไก่ เหมือนผมจะเคยเจอ จะเคยนั่งข้างๆ นะครับ โห~ เก่งอะ... ผมเคยลองพยายามจะอธิบายเป็นภาษาอังกฤษบ้าง... ยากสุดๆwink มันเป็นคำที่ผมไม่ค่อยได้ใช้น่ะครับ... เหอะๆ

#10 By เบียร์ (125.26.247.230) on 2009-06-24 22:13

สวัสดีค่ะ ...น้องบีบี และทุกท่าน

อืมม์ ... เลยได้สนทนากับอย่างออกรสชาด

เคยมีคนแปลหนังสือ "วิปัสสนานุบาล" ของคุณดังตฤณ เป็นภาษาอังกฤษ ... และตอนนี้มีคนแปลหนังสือของลพ.เป็นภาษาอังกฤษอีกแล้วเช่นกัน ถ้าลองให้คุณสามรีได้อ่านหนังสือของลพ.ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจอย่างง่าย ๆ ได้ ... เขาคงจะเข้าใจขึ้นอีกนิดนึง

หมอดู ... ดูไปตามสถิติของดวงดาวตามเวลาเกิดของน้องบีบี และของคุณสามี

กรรมในอดีตส่งมาให้เราเป็นอย่างเช่นที่เป็นในปัจจุบัน แต่ถ้าเราสร้างเหตุในปัจจุบันไว้อย่างไร ผลในภายหน้า คือผลแห่งการทำกรรมปัจจุบันในวันนี้ค่ะ

ที่สวนฯ จะมีฝรั่งคนหนึ่งมาฟังลพ.ประจำ ทั้ง ๆ ที่ฟังภาษาไทยไม่ออก เคยได้เข้าพักภาวนาในสวนฯ ด้วยอีกต่างหาก ...จอย จะนั่งอยู่ข้าง ๆ คอยแปลเป็นภาษาปะกิตอยู่ข้าง ๆ หู ... จอย ที่เป็นคนคอยแปลให้ มักพาชาวต่างชาติมากราบลพ.เสมอ ๆ ค่ะ ...

เวลาลพ.เทศน์ จอยจะคอยนั่งแปลให้ บางทีคนที่นั่งข้าง ๆ จอย จะรำคาญเอาก็มี ...แต่บางคนเขาเข้าใจ เอาอารมณ์รำคาญเป็นการบ้านภาวนาไปซะก็มี big smile

#9 By สาวิกา (124.120.105.63) on 2009-06-24 18:18

สวัสดีค่ะ ทุก ๆ ท่าน
ขอบคุณสำหรับทุกๆ คำแนะนำค่ะ

ยังไงจะลองนำคำแนะนำไปปฏิบัติดูนะคะ (สาธุค่ะ)
..................
คุณเอม (หมอดู) บอกไว้ว่า ยังไม่ใช่เวลาของเขา เขาก็จะไม่เปิดใจค่ะ เขาเป็นคนที่มีศีลอัตโนมัติอยู่แล้ว และติดเราด้วย ชาตินี้จะอยู่กันไปอีกนาน และก็คงจะตามกันไปอีกหลายชาติ แต่เขาจะทำให้เราล่าช้าในการไปสู่มรรคผลนิพพาน sad smile

ถามคุณเอมว่า งั้นอธิษฐาน ขอจบกันแค่ชาตินี้ได้ไม๊ (เคยอธิษฐานเวลางอน ๆ)
คุณเอมบอกว่า อย่าพึ่งเลย เพราะยังต้องตามกันไปอีกหลายชาติ แต่ก็พยายามให้เขาได้ทำบุญในถิ่นพุทธ จะได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา
.......................
สามีเป็นฝรั่ง แถมยังนับถือคริสต์ คาทอลิคด้วย โชคดีที่เขาไม่เคร่งค่ะ เลยยอมให้เราคงศาสนาเราไว้ได้ แต่เขาก็จะไม่เปลี่ยน ให้เราไหว้พระ สวดมนต์ ถือศีลห้าได้(แต่ศีล แปด ยังไม่โอเค) แต่ก็มีบ่น ๆ เวลาเราถือศีล กินเจ

เคยบอกเค้าว่าอยากให้เค้าลองศึกษาพุทธศาสนา เพื่อดูว่า ทำไมเราต้องทำอย่างที่เราทำทุกวัน (เช่นสวดมนต์ ไปทำบุญที่วัด) แต่เขาก็กลับคิดว่าเราพยายามจะให้เขาเปลี่ยน

พี่สาวบอกว่าให้ลองหาหนังสือ พุทธศาสนาเบื้องต้น ภาษาอังกฤษมาวางไว้ เขาอาจจะหยิบอ่านเวลาเราไม่อยู่ ก็เลยสั่งซื้อหนังสือ "ไอสไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ" ภาคภาษาอังกฤษ กะจะให้เขาอ่าน แต่คงยังไม่ใช่เวลาของเขา เพราะหนังสือสั่งไปก็หายเงียบ คือ ถูกโกงเงิน
sad smile

กลับเมืองไทยเมื่อคราวที่แล้ว เอาซีดีภาษาอังกฤษของพระอาจารย์ฝรั่งมาด้วยค่ะ แต่ยังไม่มีโอกาสเปิดเลย เพราะสามีจะเปิดทีวีตลอดเวลา ถ้าไปเปิดซีดี เขาจะบ่นเอา

เนี่ย.... ยากจริง ๆ เนาะ
.......................

#8 By LovelyBeBe on 2009-06-24 05:01

บล็อคเยี่ยมจริงๆ เลยค๊า แล้วจะแวะมาอีกนะคะ

#7 By เพลงใหม่ล่าสุด (58.9.11.121) on 2009-06-23 17:34

น้องแก้วคงเข้าใจว่าสามีน้องบีบีเป็นคนไทยน่ะค่ะ big smile
เอ...แต่พระต่างชาติก็มีออกมาก ไม่รู้ว่าท่านเทศน์แล้วมีคนทำ CD บ้างหรือเปล่า หมายถึงเทศน์เป็นภาษาอังกฤษน่ะค่ะ embarrassed

แต่ความเชื่อ ความเห็น ถ้าไม่ตรงกันในเรื่องไหน คงต้องหาทางตรงกลางเพื่อ landing ล่ะเนอะ ไม่งั้นก็ไม่สบายใจกันเปล่าๆ

ขนาดแม่พี่กับพี่ยังขัดใจกันเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย เราบอกอยากถือศีล 8 เพื่อขัดเกลากิเลส ท่านบอกว่าไปกินเจ ไม่กินเนื้อสัตว์แต่กินให้ครบสามมื้อจะดีกว่า นี่ขนาดคนที่เลี้ยงเรามา อยู่กับเรามา ยังไม่ลงรอยกันเรื่องแค่นี้เลยค่ะ

นับประสาอะไรกับเพื่อนสนิท เพื่อนคู่ใจ หรือใครต่อใคร ที่จะขัดใจกันล่ะคะ big smile

อ้อ..เกือบลืมซะแล้ว รูปประกอบข้อความหลวงปู่มั่นน่ารักดีค่ะ สองสามเดือนก่อน บังเอิญไปเจอหนังสืองานศพเล่มหนึ่ง มีบทหนึ่งชื่อว่า "ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ" เป็นข้อความที่หลวงปู่มั่นวิสัชนาธรรมน่ะค่ะ ภาษาสมัยเก่า คล้ายๆกลอน ต้องค่อยๆคิดตาม อย่างเช่น....

ว่าอย่างย่อ ทุกข์กับธรรมประจำจิต
เอาจนคิด รู้เห็นจริงจึงเย็นทั่ว
จะสุขทุกข์เท่าไรมิได้กลัว
สร่างจากเครื่องมัวคือ สมุทัย ไปที่ดี

......

จิตรู้ธรรมที่ล้ำเลิศ
จิตก็ถอนจากผิด เครื่องเศร้าหมองของแสลง
ผิดเป็นโทษของใจอย่างร้ายแรง เห็นธรรมแจ้ง ถอนผิดหมดพิษใจ
จิตเห็นธรรมดีล้นที่พ้นผิด
พบปะธรรมเปลื้องเครื่องกระสัน
มีสติอยู่ในตัวไม่พัวพัน
เรื่องรักขันธ์ขาดสิ้นหายยินดี

สิ้นธุลีทั้งปวงหมดห่วงใย
ถึงจะคิดก็ไม่ห้ามตามนิสัย
เมื่อไม่ห้าม กลับไม่ฟุ้งพ้นยุ่งไป
พึงรู้ได้บาปมีขึ้นเพราะขืนจริง
....

ระวังใจเมื่อจำทำละเอียด มักจะเบียดให้จิตไปติดเฉย
ใจไม่เที่ยงของซ้ำให้เคย
เมื่อถึงเอยหากรู้เองเพลงของใจ

เหมือนดังมายาที่หลอกลวง
ท่านว่าวิปัสสนูปกิเลส
จำแลงเพศเหมือนดังจริง ทีแท้ไม่จริง
.....

มีอีกเยอะค่ะ แต่ตอนท้ายของที่ลอกมานี่ เมื่อวาน ลพ.ก็พูดถึงวิปัสสนูเหมือนกันค่ะ โอภาส ปีติ อะไรทั้งหลาย ไม่รู้ใครโดนหลอกไปแล้วบ้าง big smile
นั่งพิมพ์นั่งแก้ตั้งแต่เก้าโมง มีคนไข้ก็หลบไปทำ ว่างก็มาพิมพ์อีก จนคุณแก้วกับพี่ไก่ มาก่อนซะแหล่วsad smile

#5 By เบียร์ (125.26.241.229) on 2009-06-22 18:10

อูย ประเด็นร้อนแฮะ...sad smile


สวัสดีครับพี่บีบีbig smile


ปัญหานี้ ผมเองก็เผชิญอยู่เช่นกันครับ แต่อาจไม่รุนแรงเท่า เพราะไม่ใช่กับคู่ครองอย่างคุณบีบี... อย่างนี้ ลำบากหน่อยนะครับ

พื้นฐานความคิดความเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งวัตถุประสงค์ในการใช้ชีวิต และการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน ถ้าพื้นฐานความคิดไม่ใกล้เคียงกันซะเลย อาจจะเป็นการยากที่จะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข


...แต่ผมว่า น่าพอจะมีทางออกอยู่นะครับ


ปัญหาแบบนี้ ผมเองก็เผชิญอยู่ครับ แต่ไม่ได้หนักหนาขนาดนี้

ผมเองเปิดคลินิกอยู่ติดกับร้านค้าของญาติทางคุณแม่ 2-3 ท่าน เท่ากับว่าญาติพี่น้องเค้าจะรู้ความเคลื่อนไหวของร้านพอสมควร เปิดกี่โมง ปิดกี่โมง เปิดวันไหน ปิดวันไหน

จากการที่เจริญสติมา 2-3 ปี ความยึดถือยึดมั่นในทางโลกของผมและภรรยา ก็ลดน้อยลงตามลำดับ เห็นว่าการเจริญสติเป็นเรื่องใหญ่ เงินทองทางโลกก็มีประมานนึง พอให้ไม่ขัดสนเดือดร้อนเป็นใช้ได้ ผิดกับญาติพี่น้องหลายท่านที่มองเงินเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลายคนเห็นว่า อาชีพผมหาเงินได้ง่าย และได้มาก เพราะงั้น ญาติพี่น้องหลายๆ ท่าน ก็มักจะพูดกรอกหูเสมอว่า เฮ้ย เปิดช้าไปนะ เฮ้ย ปิดเร็วไปนะ หรือ เสียดายวันอาทิตย์นะ น่าจะเปิด...

แต่ผมเองก็พยายามอยู่ร่วมกับญาติพี่น้องทั้งหลาย โดยไม่ให้เกิดความบาดหมาง กระทบกระทั่ง ไม่ให้ความสัมพันธ์คลอนแคลน รักษาศีลข้อ๔ ไว้ให้ได้ โดยที่เรายังคงเป็นตัวของตัวเอง กำหนดชีวิตของตัวเองได้... ยากอยู่นะครับ

บางครั้งทำเป็นมึนๆ ทำขี้เกียจ หาข้ออ้าง อย่างนั้นอย่างนี้ บ่ายเบี่ยงบ้าง เออออว่าเดี๋ยวดูก่อน เดี๋ยวไว้ก่อน บางครั้งถึงกับให้คอรับชั่น ก็อ้างโน่นอ้างนี่ มั่วๆ ไป...

ท่านทั้งหลาย ก็จะมีเหตุผล ความคิดความเห็นของเค้า ซึ่งเอามาพยายามโน้มน้าว ให้เราเห็นดีเห็นงามด้วย แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้น ทำเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง โดยมองข้ามคุณธรรมความดีหลายๆ ข้อไป เอาง่ายๆ แค่ศีล๕ ก็ขาดกันกระจุยแล้ว ต่างจากผมที่พยายามยึดถือคุณธรรมเป็นอันดับแรก ศีล๕ ต้องไม่ด่างพร้อย หรือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงขนาดที่ เปิดร้านแล้วเจ๊ง เปิดร้านแล้วรายได้น้อย ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ มันสำคัญที่ต้องพ้นทุกข์ให้ได้ ต้องเจริญสติให้ได้ ต้องรักษาศีลให้ได้...

แต่ ณ ตรงนั้น ตรงที่เค้ากำลังพยายามอธิบายให้ผมเห็นด้วย ผมจะไม่ขัดแย้งเค้า ยิ้มรับ ทำท่าทางว่าผมเข้าใจที่คุณพูดนะ แต่จะทำตามมั้ยนี่อีกเรื่องนึง แต่ผมจะไม่เถียงเลยครับ... แต่ถ้าเป็นเมื่อ 4-5 ปีก่อน ผมสวนกลับแล้ว แต่นั่น ผมพบว่า ถ้าเถียงกันด้วยความคิดความเห็นกันขณะนั้น นอกจากจะขัดแย้งเรื่องแนวทางการใช้ชีวิตที่ต่างกันแล้ว ถ้าเริ่มเถียงกันเมื่อไร ยากที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะยอมได้โดยง่าย เพราะเริ่มเถียงเพื่อเอาชนะ เถียงว่าฉันถูก ไม่ได้ใช้เหตุผลไตร่ตรองอีกแล้ว...

ผมก็จะปล่อยให้เวลาผ่านไป ไม่เถียง ไม่อะไร ได้แต่ยิ้มเฉยๆ คิดต่างกัน ก็เดินกันคนละทาง แต่วันหลัง พอเค้าเผลอๆ หน่อย ผมก็จะแอบแย็บๆ ประมานว่า เดี๋ยวผ่อนหมดก็ไปบวชแล้ว เดี๋ยวได้กำรี้กำไรมากหน่อยก็จะเอาไปถวายวัด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความคิดความเห็นเราว่ายังคงเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น แต่ตอนที่เค้าเผลอนั้น แม้ความคิดเห็นเค้ายังคงต่างจากเรา แต่ตรงนั้น ทิฏฐิมานะเค้าจะไม่ค่อยมี อารมณ์แบบ เหมือนกับเราไม่ได้เถียงกัน อยู่ๆ ก็พูดขึ้นมาเอง ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ เค้าอาจจะรู้สึกแย่หน่อยๆ เอือมนิดๆ แต่ไม่ถึงกับโกรธเคืองผิดใจกัน... ประมานนั้นน่ะครับ

สำหรับเรื่องธรรมของคนที่จะเป็นคู่กัน เชื่อว่าพี่คงได้เคยอ่าน "รู้จักรัก" หรือ "ความรักหลากสี" มาก่อนแล้วล่ะมั้งครับ...

http://dungtrin.com/watha_love/

http://dungtrin.com/visach_knowlove/preface.htm


ศรัทธาที่ต่างกันของคน 2 คน ทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายทีเดียวนะครับ

------------------------------------
Quote:

๑) มี ศรัทธา ไปในแนวทางเดียวกัน เช่นถือศาสดาองค์เดียวกัน เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบากด้วยกัน เชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบนเหมือนๆกัน เชื่อแนวทางในการดำรงชีวิตรูปแบบเดียวกัน เป็นต้น เมื่อศรัทธาไม่ตรงกันก็คุยเรื่องไม่ตรงกัน เมื่อคุยเรื่องไม่ตรงกันก็คุยกันได้ไม่นาน เมื่อคุยกันได้ไม่นานก็เบื่อกันเร็ว อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกรูปนาม ไม่จำเพาะเฉพาะคู่รักเท่านั้น ขนาดเพื่อนกันแต่เชื่อไม่เหมือนกันยังยากที่จะเป็นเพื่อนสนิทเลยครับ ศรัทธาที่ร่วมกันปลูกฝังให้มั่นคงย่อมทำหน้าที่สร้างสายตาที่มองไปในทิศเดียวกัน ไม่ก่อความรู้สึกเป็นอื่นจากกัน

-----------------------------------

กัลยาณมิตรผมท่านนึง เป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาลัย คงเคยร่วมปฏิบัติกันมาก่อน มาชาตินี้ เริ่ม start แทบจะพร้อมกันเลยครับ เริ่มอ่านพื้นฐานของพุทธศาสนาพร้อมๆ กัน ไปกราบ พอจ. ครั้งแรกพร้อมกัน มันหน้าตาดีทีเดียวครับ ตอนนี้ต่อป.เอกทางจัดฟันอยู่ ทั้งพ่อกับแม่ก็เป็นทันตแพทย์เหมือนกัน มีทุกอย่างพร้อม ขาดแต่เพียงคู่ที่เสมอกันนี่แหละครับ


ลองอ่านย่อหน้าสุดท้ายของ blog เพื่อนผมดูนะครับ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=redwing7724&month=02-2009&date=12&group=2&gblog=22


...ขนาดนั้นเลยนะครับ sad smile


จริงๆ ผมแอบสงสัยหน่อยๆ ว่า ชาติก่อนมันเป็นสตรีที่เคยเป็นภรรยาผมรึเปล่าwink


โดยสรุปนะครับพี่ ผมว่า อย่างไรก็ตกลงปลงใจ ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว เราก็พยายามหาทางที่อยู่ร่วมกัน ในศรัทธาที่ต่าง โดยไม่บาดหมางผิดใจกัน น่าจะดีกว่า เราก็ทำของเราเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก เค้าจะเสียดสีอย่างไรก็เฉยไว้ ยิ้มรับไว้ ให้บรรยากาศมันเย็นๆ ถึงเค้าไม่เข้าข้างเรา อย่างน้อยเค้าก็ไม่ขวางเอาละกันนะครับ

เอาใจช่วยครับ

เจริญในธรรมนะครับbig smile

ปล. คุณแก้วครับ... ชาวต่างชาติจะฟัง พอจ. ออกเหรอครับembarrassed เอ หรือผมเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า?

#4 By เบียร์ (125.26.241.229) on 2009-06-22 18:08

สวัสดีค่ะ ...น้องบีบี และทุก ๆ ท่าน

คนเราจะผิดหู ผิดใจกันได้เพราะ "ความคิดเห็น" ที่แตกต่างกันค่ะ ... ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก เพราะต่างคน ต่างมองคนละมุมกัน

พี่เป็นคนเคยสะสมของชอบมาก่อน รู้ และเข้าใจในความรัก ความชอบของที่เราสะสม ... มาถึงปัจจุบันไม่ได้สะสมอะไรอีก

น้องบีบีจ๋า ... ขุ่นใจ ให้รู้ว่าขุ่นใจเน้อ สิ่งที่สนทนากับคุณสะมี แล้วมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของความชอบ ความไม่ชอบ... ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยจร้า

อย่าเก็บความ "ขุ่นใจ" เป็นของสะสมอยู่ในจิตใจเลยเน้อ

#3 By สาวิกา (124.120.103.43) on 2009-06-22 17:37

big smile
อย่างนี้ต้องเปิด cd ของหลวงพ่อทิ้งไว้ให้สามีฟังบ่อยๆ
พอนานๆ ไปธรรมะจะได้ค่อยๆ ซึมเข้าสู่จิตใจ
คุณสามีจะได้เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น
และจะได้ไม่ต้องมาเถียงกับคุณบีบีให้รู้สึกขุ่นใจอีก

ลองดูนะคะแต่อย่าให้เขารู้ว่าเราตั้งใจเปิดให้ฟัง
เพราะเดี๋ยวจะต่อต้าน ให้เขารู้สึกว่าบังเอิญมาได้ยิน
วันละนิดละหน่อยก็ยังดีค่ะ

ป.ล.ขอบคุณสำหรับข้อความข้างบน
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ confused smile

#2 By kaew on 2009-06-22 16:53

มันแล้วแต่คนจริงๆ นะ บางคนอาจแค่รักษาของ ไม่สะสม บางคนสะสมของแต่ไม่รักษาก็มี

อย่างวาก็ชอบสะสม แต่ก็จะระลึกได้เสมอว่ามันอยู่กับเราแค่ปัจจุบันค่ะ confused smile

เคยพยายามอธิบายให้เพื่อนฟังอยู่บ้าง แต่รู้สึกว่าจะไม่ค่อยสื่อกันได้ดีเท่าไร คงต้องปล่อยให้ผ่านไปก่อน