คำตอบอัศจรรย์ ๓ ประการ

posted on 12 Jul 2010 03:16 by lovelybebe

 

 

คำถาม ๓ ประการของพระจักรพรรดิ


วันหนึ่ง เป็นที่ปรากฏชัดแก่จักรพรรดิ พระองค์หนึ่ง ว่า หากพระองค์ทรงรู้คำตอบของปัญหา ๓ ประการดังต่อไปนี้แล้ว จะทำให้พระองค์ทรงทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย คำถาม ๓ ประการนี้ คือ

๑. เวลาไหนเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการทำกิจแต่ละอย่าง
๒. ใครคือคนสำคัญที่สุดที่ควรทำงานด้วย
๓. อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ควรทำตลอดเวลา


พระจักรพรรดิทรงรับสั่งให้ป่าวประกาศไปทั่วอาณาจักรของพระองค์ว่า ใครก็ตามที่สามารถจะตอบคำถาม ๓ ข้อนี้ได้ จะได้รับรางวัลมหาศาล คนทั้งหลาย เมื่อได้อ่านประกาศนั้นแล้วต่างก็พากันเดินทาง มุ่งมายังวังของพระจักรพรรดิทันที แต่ละคนก็มีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป


ในการตอบปัญหาข้อแรก มีคนหนึ่งแนะนำให้พระจักรพรรดิ ทำตารางเวลาที่แน่นอนสำหรับภารกิจแต่ละอย่าง ทุก ๆ ชั่วโมง ทุก ๆ วัน ทุก ๆ เดือน และทุก ๆ ปี แล้วทำตามตารางเวลานั้น ด้วยวิธีนี้เท่านั้น จึงจะสามารถ ทำกิจได้ถูกต้องตามกาลที่เหมาะสม  อีกคนหนึ่งบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะวางแผนล่วงหน้าเช่นนั้น และแนะนำว่าพระจักรพรรดิควรจะเลิกความสนุกสนานอันไร้สาระทั้งหมด และให้ความเอาใจใส่ต่อกิจกรรมต่าง ๆ โดยพระองค์เองทุกอย่างจึงจะทรงทราบได้ว่าเวลาไหนเหมาะสมที่จะทำอะไร  บางคนยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ ที่พระจักรพรรดิหวังจะเลือกเวลาทำกิจต่าง ๆ  ที่อยู่ในอำนาจความรับผิดชอบได้เหมาะสมทุกอย่าง สิ่งที่จำเป็นก็คือต้องมี "สภาแห่งคนฉลาด" และทำตามคำแนะนำของสภานั้น  แต่ก็มีบางคนแย้งว่า สิ่งต่าง ๆ นั้นจำเป็นต้องตัดสินใจในทันที ไม่อาจรอการปรึกษาได้ ฉะนั้นหากต้องการจะรู้ล่วงหน้าว่าอะไรเกิดขึ้น พระจักรพรรดิควรจะปรึกษาผู้วิเศษและหมอเวทมนต์


คำตอบปัญหาข้อที่สองก็แตกต่างกันออกไป มีบางคนเสนอว่า พระจักรพรรดิจะต้องไว้วางใจคณะขุนนางข้าราชการอย่างเต็มที่  บางคนบอกว่า ต้องไว้วางใจพระและนักบวช  บางคนเสนอนักวิทยาศาสตร์ แถมยังมีบางคนเสนอให้ไว้วางใจต่อนักรบ


คำตอบต่อคำถามที่สามก็ต่างกันไปเช่นกัน บางคนบอกว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่้ต้องติดตามอยู่ตลอเวลา  บ้างว่าต้องเรื่องการศาสนาต่างหาก  และบ้างก็ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทักษะการทำสงคราม


พระจักรพรรดิไม่พอพระทัยคำตอบไหนเลย เพราะว่ามันแตกต่างกันไปหมดและก็เลยไม่มีใครได้รับรางวัล


หลังจากคิดทบทวนอยู่หลายคืน พระจักรพรรดิก็ตัดสินพระทัยที่จะไปหาฤาษีตนหนึ่งผู้อาศัยอยู่บนเขา และว่ากันว่าเป็นผู้ตรัสรู้เห็นแจ้งแทงตลอดแล้ว พระจักรพรรดิปรารถนาที่จะไปตรัสถาม คำถามของตนต่อฤาษีตนนั้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ฤาษีนั้นจะต้อนรับแต่เฉพาะคนยากจนเท่านั้น ไม่ยอมต้อนรับคนร่ำรวย หรือ ผู้มีอำนาจราชศักดิ์ พระจักรพรรดิจึงต้องปลอมตัวเป็นชาวนาธรรมดา และสั่งองครักษ์ให้คอยอยู่ที่เชิงเขา โดยที่พระจักรพรรดิทรงไต่เนินเขาขึ้นไปพบฤาษีตามลำพัง


พอมาถึงที่อยู่ของ " ผู้รู้ " ที่ว่านั้น พระจักรพรรดิก็ทรงพบว่า ฤาษีกำลังขุดดินอยู่ในสวนหน้ากระท่อมเล็กของตน เมื่อฤาษีแลเห็นผู้แปลกหน้า ก็ผงกหัวเป็นการต้อนรับแล้วก็ขุดดินต่อไป เห็นได้ชัดว่าการใช้แรงงานนั้น เป็นงานหนัก เพราะฤาษีนั้นชรามากแล้ว แต่ละครั้งที่จอบฟันลงไปพลิกดินขึ้นมาท่านจะต้องหอบแรง ๆ ทุกครั้งไป


พระจักรพรรดิเข้าไปหาแล้วตรัสว่า "ผมมานี่เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน ขอให้ท่านช่วยแก้ปัญหา ๓ ข้อของผม คือ

๑. เวลาไหนเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด ในการทำกิจแต่ละอย่าง
๒. ใครคือคนสำคัญที่สุดที่ควรทำงานด้วย
๓. อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ควรทำตลอดเวลา


ฤาษีฟังคำถามด้วยความเอาใจใส่ แต่มิได้ตอบ เพียงแต่เอามือตบไหล่ พระจักรพรรดิเบา ๆ แล้วขุดดินต่อไป พระจักรพรรดิตรัสว่า "ท่านคงเหนื่อยมาก มา ให้ผมได้ช่วยท่านเถอะ" ฤาษีขอบใจ แล้วก็ส่งจอบให้พระจักรพรรดิ จากนั้นก็นั่งพักบนพื้นดินนั้น


หลังจากขุดไปได้สองร่อง พระจักรพรรดิก็หยุดแล้วหันมาถามปัญหาทั้ง ๓ อีกครั้งหนึ่ง ฤาษีก็มิได้ตอบอีก  แต่ยืนขึ้นและชี้มือไปที่จอบและบอกว่า "หยุดพักได้แล้วล่ะฉันทำต่อไปได้แล้ว" แต่พระจักรพรรดิไม่ส่งจอบให้และขุดดินต่อไป ชั่วโมงหนึ่งผ่านไป แล้วก็สองชั่วโมง จนอาทิตย์ลับไปหลังภูเขา พระจักรพรรดิทรงวางจอบลงและหันมาตรัสกับฤาษีว่า "ผมมาที่นี่เพื่อขอร้องให้ท่านช่วยตอบคำถามของผม หากท่านไม่สามารถตอบได้ โปรดบอกให้ผมรู้ด้วย ผมจะได้กลับบ้านของผม"


ฤาษีเงยหน้าขึ้นและถามพระจักรพรรดิว่า "เธอได้ยินเสียงใครกำลังวิ่งมาทางนี้หรือเปล่า"  พระจักรพรรดิหันไปทอดพระเนตร ทันใดนั้น ทั้งสองก็แลเห็นชายมีเคราขาวคนหนึ่งโผล่ออกมาจากป่าละเมาะ ชายคนนั้นวิ่งเตลิดออกมา มือทั้งสองกุมบาดแผลโชกเลือดที่ท้อง เขาวิ่งตรงมายังพระจักรพรรดิ และฤาษีก็แลเห็นบาดแผลลึกที่หน้าท้องของชายผู้นั้น พระจักรพรรดิได้ทรงทำความสะอาดบาดแผล แล้วเอาฉลองพระองค์พันแผลให้ เพียงประเดี๋ยวเดียว เสื้อนั้นก็โชกไปด้วยเลือดเพราะเลือดไหลไม่หยุด พระจักรพรรดิก็เลยเอาเสื้อนั้นออกมาซักบิดให้แห้ง แล้วพันแผลอีกเป็นครั้งที่สอง และทำอยู่อย่างนั้นจนกระทั้งเลือกหยุดไหล


เมื่อคนเจ็บฟื้น ได้สติ ก็ร้องขอน้ำ พระจักรพรรดิรีบวิ่งไปที่ลำธารตักน้ำใสสะอาดมาให้เหยือกหนึ่ง ขณะนั้นดวงตะวันลับฟัาไปแล้ว และอากาศหนาวยามค่ำคืนเริ่มแผ่คลุมไปทั่ว ฤาษีช่วยพระจักรพรรดินำคนเจ็บเข้ามาในกระท่อมและให้นอนบนเตียงของตน ชายนั้นปิดตาลงและนอนหลับไป พระจักรพรรดิเอง ก็ประทับพิงประตูกระท่อมหลับไปเช่นกันด้วยความเหนื่อยอ่อน จากการปีนเขา และการขุดดินทั้งวัน และมาตื่นบรรทมขึ้นเมื่อตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว


พระจักรพรรดิทรงลืมไปชั่วขณะว่าพระองค์เสด็จมาอยู่ที่ไหน และมาทำอะไร ทรงทอดพระเนตรไปที่เตียงคนเจ็บทันที และก็พบว่าชายผู้นั้นกำลังจ้องมองมายังตนอย่างฉงนฉงาย พอเห็นพระจักรพรรดิ ชายผู้นั้นก็ครวญครางออกมาอย่างแผ่วเบาว่า "ได้โปรดประทานอภัยโทษให้ข้าพระองค์ด้วย"

"แต่เธอทำผิดอะไรเล่าที่ฉันจะต้องให้อภัย" จักรพรรดิตรัสถามกลับ

"ท่านไม่รู้จักข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์รู้จักท่านดี พี่ชายของข้าพระองค์ถูกข้าตายเมื่อสงครามครั้งที่ผ่านมานี้ และทรัพย์สมบัติถูกริบหมด ข้าพระองค์จึงถือว่าท่านคือศัตรูคู่อาฆาต ปฏิญาณไว้ว่าจะต้องล้างแค้นให้ได้ เมื่อทราบข่าวว่าท่านขึ้นมาหาฤาษีตามลำพัง ข้าพระองค์จึงตั้งใจที่จะดักฆ่าท่านเสียตอนท่านเสด็จกลับ แต่รออยู่นานไม่เห็นท่าน ข้าพระองค์จึงออกจากที่ซุ่มกำบังเพื่อตามหา แต่แทนที่จะพบท่าน ข้าพระองค์กลับไปเจอะเอาทหารองครักษ์ของท่านเข้า พวกนั้นจำข้าพระองค์ได้ และเข้าจับกุมข้าพระองค์จนถูกมีดบาดเจ็บนี่แหล่ะ  แต่ข้าพระองค์ยังโชคดีที่หนีรอดการจับกุมได้และวิ่งมาที่นี่ ถ้าไม่ได้พบท่าน ป่านนี้ข้าพระองค์คงตายไปแล้ว ข้าพระองค์ตั้งใจจะฆ่าท่านแต่ท่านกลับช่วยชีวิตข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์รู้สึกละอายใจและสำนึกในพระคุณอย่างบอกไม่ถูก หากข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ต่อไป ขออุทิศชีวิตช่วงที่เหลือนี้รับใช้ท่านตลอดไป และจะสั่งสอนลูกหลานให้ทำเช่นเดียวกันด้วย ขอได้โปรดประทานอภัยให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด"

พระจักรพรรดิดีพระทัยยิ่งนัก ที่ศัตรูได้กลับมาเป็นมิตรอย่างง่ายดาย นอกจากจะประทานอภัยแล้ว ยังทรงสัญญาที่จะคืนทรัพย์สมบัติที่ริบมาจากชายผู้นั้น ตลอดจนจัดส่งแพทย์และคนใช้ไปคอยรักษาพยาบาล จนกว่าเขาจะหายเป็นปกติอีกด้วย พอสั่งทหารให้นำชายผู้นั้นไปส่งบ้านแล้ว พระจักรพรรดิก็เสด็จกลับมาหาฤาษีอีกครั้ง เพื่อทวนคำถามเป็นครั้งสุดท้าย และพบว่าฤาษีกำลังหว่านเมล็ดพืชลงบนดินที่ขุดไว้เมื่อวาน


ฤาษีเงยหน้าขึ้นและหันมาทางพระจักรพรรดิ "คำถามของท่านได้รับคำตอบหมดแล้วนี่"

"อย่างไรกัน" พระจักรพรรดิทรงถามด้วยความงุนงง

"เมื่อวานนี้ ถ้าท่านไม่เกิดความสงสารสังขารของฉันและลงมือช่วยฉันขุดดิน ท่านก็คงถูกทำร้ายโดยชายผู้นั้นตอนขากลับ และคงต้องโทมนัสใจอย่างมากที่ไม่ได้พักอยู่กับฉัน

 ดังนั้นเวลาที่สำคัญที่สุดตอนนั้นก็คือเวลาที่ท่านขุดดิน  บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือตัวฉัน  และภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือ  การช่วยฉันขุดดิน

จากนั้น เมื่อชายบาดเจ็บผู้นั้นวิ่งมา  เวลาที่สำคัญที่สุดก็คือ ตอนที่ท่านช่วยพยาบาลเขา  เพราะมิฉะนั้นเขาก็จะต้องตายไป  และท่านก็จะหมดโอกาสที่จะได้กลับเป็นมิตรกับเขา  และเช่นเดียวกัน  บุคคลสำคัญที่สุดก็คือชายผู้นั้น และภารกิจสำคัญที่สุดก็คือการรักษาพยาบาลเขา

 

จงจำไว้ว่า  มีเวลาที่สำคัญที่สุดเวลาเดียว คือ "ปัจจุบัน"  ช่วงขณะปัจจุบันเท่่านั้น ที่เป็นเวลาที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง  บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่เรากำลังติดต่ออยู่ คนที่อยู่ต่อหน้าเรา  เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะมีโอกาสได้ติดต่อกับใครอีกหรือไม่  และภารกิจที่สำคัญที่สุดก็คือการทำให้คนที่อยู่กับเราขณะนั้น ๆ มีความสุข  เพราะนั่นเป็นภารกิจอย่างเดียวของชีวิต"

 

( นิทานของ ตอลสตอย :  คัดจากหนังสือ 'ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ'  โดยท่าน ติช นัท ฮันท์)

  dhamma_mangotree.jpg picture by vivilovely1

ตื่นมาเช้าวันอาทิตย์ ราว ๆ ตีห้าครึ่ง ให้อาหารน้องแมวแล้ว ดื่มน้ำสองแก้วเพื่อล้างท้องแล้ว ก็ว่าจะสวดมนต์ตอนเช้าสักหน่อย ปกติ จะทำช่วงค่ำ แต่สองวันนี้มาคิดว่า เราตื่นมาเช้ากว่าสามี จะมีความสงบของบรรยากาศในบ้านมากกว่าตอนเขาตื่น

เริ่มต้นด้วยการกราบพระ หันหน้าไปทางทิศเหนือ กำหนด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้ในใจ แล้วกราบสามครั้ง ปกติจะเริ่มสวดมนต์เลย แต่จิตเช้านี้ อยากจะนั่งสมาธิดูสักหน่อย เลยเริ่มต้นนั่งสมาธิ อยู่กับลม และภาวนาพุท โธ

หลงไปบ่อย ๆ คิดไปหลาย ๆ เรื่อง ตามปกตินิสัย ของจิตที่มีโมหะเป็นพื้น ก็คอยตามรู้สึก ไม่ได้กำหนดหมายว่าจะต้องนั่งกีนาที กี่ชั่วโมง ดูไปเรื่อย ๆ

เรื่อย  ๆ ไปจนถึงจังหวะหนึ่ง เกิดรู้สึกขึ้นมาว่า กายมันเหมือนเป็นแท่งทึบ ๆ ไม่ใช่เรานั่งอยู่ แต่เป็นก้อนอะไรสักอย่าง 

รวดเร็วหลังจากนั้น รู้สึกเหมือนความกลัวเริ่มจะก่อตัวขึ้น แล้วจิตก็ระลึกไปว่าสภาวะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และ อ.สุรวัฒน์ กรุณาบอกไว้ว่า ให้ดูต่อไปอีก

ก็ดูต่อไปอีก เห็นความรู้สึกกลัวที่ก่อตัวขึ้นเล็กน้อย สลายไป กลับกลายเป็น ความโปร่งเบาแบบเล็ก ๆ ขยายวงออกจากตรงกึ่งกลางตัว กระจายออกไปด้านข้าง ไม่เห็นว่ามีกาย รู้สึกเพียงแต่สภาวะโล่งว่าง เบา ๆ และสบาย

ความโล่งที่กระจายออกไป รัศมีกว้างเพียงครอบคลุมตัว แล้วตั้งอยู่เพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะสลายตัว กลับมาเป็นสภาพจิตที่รู้สึกว่า เป็นตัวเองนั่งอยู่

นั่งต่ออีกเล็กน้อย จิตกลับมาเป็นสภาพหลงคิดไปบ่อย ๆ เช่นปกติ ก่อนจะลืมตาขึ้น เพื่อสวดมนต์ และเดินจงกรมต่อ ซึ่งก็ไม่มีสภาวะ ใด ๆ เกิดขึ้น นอกเหนือไปจาก จิตที่หลงไปเป็นระยะ ๆ

 

th04.gif picture by vivilovely1

ใกล้เดือนเกิดเข้ามา เริ่มคิดว่า ปีนี้ จะทำอธิษฐานบารมีอะไรเพิ่มเติมจากที่ทำอยู่ในทุก ๆ ปี มีความตั้งใจสอง สาม อย่าง ที่อยากจะทำ คิดว่าถ้าทำได้ก็ดี ทำไม่ได้ ก็ดี ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำ

ที่จะทำเหมือนเดิมคือ ตั้งใจงดเว้นเนื้อสัตว์ ทั้งเดือนในเดือนเกิด เพื่อเป็นทานชีวิต แก่สรรพสัตว์เพื่อนร่วมทุกข์

ข้อหนึ่ง ที่ตั้งใจเพิ่มขึ้นมา (ถ้าทำได้) จะลองงดทานในมื้อเย็น หรือ หลังวิกาลโภชนา อันนี้คงทำทั้งเดือนยากเหมือนกัน เพราะงานของเราต้องยืนเกือบทั้งวัน และ ใช้กำลังกายค่อนข้างมาก

ข้อสอง ที่ตั้งใจเพิ่มขึ้นมา คือ งดจับจ่ายใช้สอย ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอางค์ ซึ่งก็ทำมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็อยากจะทำให้จริงจังมากขึ้น

ข้อสาม ที่ตั้งใจเพิ่มขึ้นมา คือ จะลดดื่ม กาแฟ ให้เหลือเพียงแก้วเดียวในตอนเช้าก่อนไปทำงานเท่านั้น จริง ๆ ก็ทำได้แล้วเช่นกันในวันทำงาน แต่ที่ยากคือ เสาร์ อาทิตย์ ที่อยู่บ้าน เพราะจะว่างมากกว่า และใกล้กาแฟมากกว่า อดใจได้ยากกว่า แต่ก็จะลองดู

ความตั้งใจข้อสุดท้ายที่อยากเพิ่ม ออกจะเป็นส่วนตัวมาก ๆ และไม่สามารถบอกใครได้ ซึ่งทำอยู่เป็นระยะ เป็นการตั้งใจงดเว้น รอบนี้จะทำเป็นระยะเวลาสองเดือน นานกว่าที่แล้ว ๆ มาที่เคยตั้งใจและทำได้ (คือ หนึ่งเดือน)

เพื่อน ๆ บางคนเคยออกปากเตือนเราว่า อย่าบังคับตัวเองมากเกินไป พี่คนหนึ่งเคยบอกหลาย ๆ ครั้งว่า เราอย่าบังคับตัวเองมาก มันไม่เป็นทางสายกลาง และ คนเราเสียอะไรได้ แต่อย่าเสียความเป็นตัวเอง...

รู้สึกซาบซึ้ง และ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ และหวังว่าพวกเขาคงจะไม่คิดว่าเราหัวดื้อ และประชดประชัน เมื่อได้ตอบกลับไปว่า "ไม่ได้บังคับตัวเองเลยค่ะ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากเย็นเกินกว่าที่จะทำได้ อีกอย่างก็ไม่ได้ถึงขนาดว่ายังไงก็ต้องได้  ถ้าไม่ได้ก็ดี แต่ยังดีกว่าไม่ได้ทำ"

เหมือนอะไรที่เราทำได้แล้ว คุ้นเคยแล้ว เราก็ต้องการเขยิบก้าวไปสู่สิ่งที่ยากกว่า เพื่อให้จิตมีความแข็งแรงมากขึ้น ถ้าสิ่งใดเคยทำได้แล้ว แต่ยังทำอยู่แต่สิ่งเดิม ๆ มันก็เหมือน "ย่ำอยู่กับที่"

จำที่ครูบาอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า "พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญคุณความดีที่หยุดนิ่ง"

ถ้าให้เลือก ระหว่างการเดินย่ำอยู่กับที่ กับ การพยายามก้าวเดินไปข้างหน้า คงเลือกอย่างหลัง

แม้จะเป็นการค่อย ๆ ก้าวขยับ ๆ ก็ยังมีกำลังใจว่าคงจะถึงจุดหมายเข้าสักวัน



th05.gif picture by vivilovely1

ศรัทธาที่ไม่คลอนแคลน

posted on 20 Jan 2010 06:24 by lovelybebe

 

ได้ทราบข่าวจากเพื่อนใหม่ทางธรรม ว่าพระอาจารย์ที่ฉันเคารพศรัทธา ได้ถูกกล่าวอ้างในทางที่เรียกว่าเสียหาย ฉันเข้าไปในเว็บเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งประกาศ ทั้งแถลงการ ทั้งบอร์ด กระทู้แสดงความคิดเห็น ทั้งผู้ที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ศรัทธา ไม่ศรัทธา วิพากษ์ ให้กำลังใจ ตลอดจนความเห็นจากอาจารย์ที่ฉันศรัทธาอีกท่านหนึ่ง ซึ่งฉันเห็นด้วยกับความคิดเห็นของท่าน

รู้สึกว่านี่มันเป็นปัญหาธรรมดาสามัญ แม้คนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ปฏิบัติตัวตามธรรมดา ก็ยังต้องมีถูกอิจฉา นินทา ว่าร้าย ได้ นับประสาอะไรกับท่านผู้สามารถเรียกศรัทธาจากผู้คนได้มากมายมหาศาลอย่างครูบาอาจารย์ท่านนี้

ครูบาอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า คนบางพวกประกาศตัวว่าเป็นพุทธ แต่พอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ขัดผลประโยชน์ ก็ถอนศรัทธา พวกนี้ไม่ถือว่าเป็นชาวพุทธที่แท้ เป็นพวกศรัทธาหัวเต่า

ฉันเองไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น ไม่ได้เป็นคนคลุกวงใน จึงไม่สามารถออกความเห็นว่าอะไรเป็นอะไร

แต่สิ่งที่ฉันค้านในประกาศที่ว่าพระอาจารย์ท่านนี้สอนให้คนอ่อนแอลง ฉันเอาตัวเองเป็นตัวเปรียบเทียบ เมื่อก่อนที่ฉันจะรู้จักและตัดสินใจปฏิบัติตามแนวทางของท่าน ฉันเรียกตัวเองว่า "อ่อนแอ" ทั้งกาย และใจ ทุกข์ท่วมท้น

หลังจากลองปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านแนะนำ ฉันรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น และมีความสุขกับชีวิต แม้ในขณะแห่งทุกข์ที่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนฉันคงกังวลแทบบ้า นอนไม่หลับ น้ำตาท่วม แต่สิ่งที่ฉันได้จากการเริ่มปฏิบัติธรรม คือ ความสงบอยู่ข้างใน และยังสามารถมีกำลังใจในการอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ที่สำคัญมากกว่านั้น ฉันสามารถแบ่งปันความสุขที่ฉันได้รับจากการปฏิบัติ เผื่อแผ่ไปให้คนอื่น ช่วยให้เขามีความสุขมากขึ้น

ตรงนี้พิสูจน์ได้ไหม ว่าฉัน คือ ผู้หนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากแนวทางที่ท่านได้ถ่ายทอด

ฉันไม่รู้หรอกว่าแนวทางของท่าน เป็นแนวทางที่ดีที่สุดหรือไม่ และฉันไม่ได้ปฏิเสธแนวทางอื่นที่นอกเหนือไปจากการดูจิต และอย่างที่ทุก ๆ คนที่ได้ฟังท่านเทศน์ ก็รู้ว่าท่านบอกเสมอว่า ไม่มีแนวทางไหนที่ดีที่สุดสำหรับใคร ขึ้นอยู่กับจริตนิสัยของแต่ละคน ถ้าดูจิตในระหว่างวัน อะไรเกิดกับกาย กับใจให้รู้ ให้ดู แต่เย็น ค่ำมาก็ให้สวดมนต์ ทำสมาธิ ปฏิบัติในรูปแบบ เพราะสมาถะเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยให้จิตตั้งมั่น สามารถดูอย่างเป็นกลาง คือ เรียกว่าดีทั้งสมาถะและวิปัสสนา

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหน้า เบื้องหลัง มันคงไม่ใช่เรื่องของฉันที่จะไปเกี่ยวข้อง ฉันรู้แต่ว่า พระอาจารย์ท่านยอมสละซึ่งสังขารและเวลาของท่าน เพื่ออบรมสั่งสอนผู้คน เพื่อความมุ่งหวังจะช่วยสรรพสัตว์ และเพื่อตอบแทนคุณองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครู เพราะท่านได้ประโยชน์จากคำสอนของท่าน

แล้วถ้าฉันจะมัวมานั่งหายใจทิ้งกับเรื่องของคนอื่น จนลืมกลับมาดูกาย ดูใจตัวเองละก็

ฉันคงได้ชื่อว่าเป็นศิษย์โหลยโท่ยไม่เอาถ่านเป็นแน่แท้

ขอคุณงาม ความดี บุญกุศลทั้งปวง ที่ครูบาอาจารย์ได้กระทำแล้วด้วยกรุณาในการช่วยเหลือฉันและเพื่อนเหล่าสรรพสัตว์ทั้งปวง จงกลับคืนไปรักษาท่าน ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม"