"แปลกดี ลมพัดไม่ถึงใจ..แต่ใจรู้สึกหนาวได้" ..

..เค้าเรียกว่า..ใจมัน ส.ท.ร.

ฟังประโยคนี้จากซีดีแผ่นหนึ่งของหลวงพ่อปราโมทย์ วันหนึ่งในขณะขับรถกลับจากทำงาน พอถึงคำว่า "ใจมัน ส.ท.ร. เราก็ยิ้มแบบขำ ๆ กับตัวเอง จริงอย่างที่ท่านว่า ใจมันแส่ (เสือก) ไปทุกเรื่อง ไม่ว่าดี หรือ ร้าย ฟังนิด เห็นหน่อย จับมาขยับขยายต่อ ปรุงต่อเป็นเรื่องใหญ่โต จนสร้างความปั่นป่วนให้ตัวเองได้ตลอด

วันหนึ่งในที่ทำงาน

ปกติ เราอยู่แผนกรับคืนสินค้า ซึ่งมีกันอยู่ 6 คน หน้าที่โดยหลัก จะต้องเปิดแพคเกจที่ลูกค้าส่งคืนมา เช็คสินค้า แล้วก็คืนเงินให้ลูกค้าในคอมพิวเตอร์

ระบบการทำงานของที่นี่ จะเน้นผลผลิต โดยการจับจำนวน กล่องที่เปิด และชิ้นที่รับคืน เมื่อหมดเวลาในแต่ละวัน จะนำตัวเลขของพนักงานแต่ละคน เขียนขึ้นกระดาน เปรียบเทียบให้ดู ว่าใครทำได้เท่าไหร่

คนที่ทำได้มากที่สุด จะได้สี คือ ตัวเลขเขียนด้วยหมึกสีต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สีดำ เพื่อเน้นความต่างให้ชัดเจน

เราไม่เคยชอบระบบนับตัวเลขนี้เลย  แต่ไหนแต่ไรมา แม้จะเห็นข้อดี ตรงที่กระตุ้นให้พนักงานขยันมากขึ้น

แต่ด้านลบคือ พนักงาน จะเกิดความรู้สึกแข็งขัน จนลืมสามัญสำนึก เกลียด อิจฉากันเอง และแย่งงานกันทำ คือ เลือกกล่องใหญ่ จำนวนชิ้นมาก เพื่อตัวเองจะได้ตัวเลขมากกว่าคนอื่น

เราเอง หลาย ๆ ครั้ง แม้จะจัดตัวเองว่า ไม่ได้สนใจจำนวน และตัวเลข เนื่องจากจะอยู่ในอันดับท็อปอยู่เสมอ ๆ (ถูกเรียกว่าเป็นพวกบ้างาน) แต่ก็ยังไม่วายที่หลาย ๆ ครั้งจะเหลือบตามองขึ้นไปบนกระดานว่า ตัวเองทำได้มากน้อยเท่าไหร่ หลาย ๆ ครั้งอีกเช่นกัน ที่กังวลไปว่า คนอื่นจะเกิดความรู้สึกไม่ดีที่เราทำตัวเลขได้มากกว่าใคร

 

วันหนึ่่ง ขณะที่กำลังยืนทำงานอยู่ เพื่อนสาวในแผนกเดินมาใกล้ ๆ กระซิบกระซาบ กับ ชายหนุ่มในแผนก ไม่ได้ยินว่าสาวเจ้าพูดอะไร แต่ได้ยินชายหนุ่มสวนกลับด้วยประโยคว่า "Who wants a biggest number" ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กของทั้งสอง

เพื่อนสาวเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของเธอ หลังจากบทสนทนาจบลง แต่หูที่มันบังเอิญไปได้ยิน กลับส่งสัญญาณมาที่ใจอย่างรวดเร็ว แล้วใจก็เริ่มปฏิบัติการ ส.ท.ร. ทันที่

ความคิดต่าง ๆ เริ่มผุดขึ้น "เอ..เขาว่าใครนะ.." , "เรานี่ได้ตัวเลขสีมาหลายวันติดต่อกันแล้ว..เมื่อวานก็ได้ตัวเลขนำลิ่วทิ้งคนอืนในแผนกแบบไม่ทิ้งฝุ่น", "หรือเขาจะว่าเรา.."

ใจไม่สงบเลย แต่ก็คอยตามรู้ไปเป็นระยะ ใจคิดอยากจะเดินไปถามให้รู้เรื่องรู้ราว ว่าหมายถึงเราหรือ แล้วจะกระแทกไปแรง ๆ เลยว่า อยากได้จำนวนมาก ก็เอาของเราไปทำสิ จะได้ไม่ต้องมาคอยนินทากันลับหลัง..

แต่พอรู้สึกตัว ก็เห็นว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เราควรทำ

ทำงานต่อไป พร้อมๆ กับ ดูจิต ไป ใจก็ยังคิดไม่เลิก ปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ (ในทางร้ายเป็นส่วนมาก)

ผ่านไปราว ๆ ชั่วโมงกว่า เพื่อนหญิงอีกคนในแผนกเดินเข้ามาทักทาย หลังจากงานของเธอเสร็จสิ้น แล้วก็พูดถึงวีรกรรมที่เธอร่วมมือกับเพื่อนสาวคนแรก(คนที่ซุบซิบกับชายหนุ่ม) กลั่นแกล้ง หยอกล้อเพื่อนหญิงอีกคนในกลุ่ม (กลุ่มของเธอมีกันสามคน) เพราะเพื่อนคนนั้นพยายามเลือกกล่องใหญ่ เพื่อให้ตัวเองได้งานจำนวนมาก

หลังจากเพื่อนสาวเล่าจบ ความโล่งใจมันผุดขึ้นมาแบบทันทีทันใด พร้อม ๆ กับบอกตัวเอง...

อืมห์..ใจเรามัน ส.ท.ร. (เสือกไปทุกเรื่อง) จริง ๆ เลย เค้าไม่ได้หมายถึงเราสักหน่อย  

 

กลับบ้านวันนี้ พร้อมบทเรียน...

ถ้าวันนี้ ไม่ได้ฝึกดูจิต ดูใจ เราคงรู้ไม่ทันกิเลสที่ครอบงำใจ และจิตที่ปรุงแต่ง จนกระทำการที่ต้องก่อเวร ก่อกรรมแบบไม่สิ้นสุด

ยิ้มกับตัวเอง และก็บอกตัวเองด้วยว่า วันนี้เราโชคดีเหลือเกิน ที่ได้มาพบเจอ พระพุทธศาสนา ได้พบคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้พบครูบาอาจารย์ผู้ชี้นำทาง

ขอกราบระลึกพระคุณอย่างสูงสุด ในพระพุทธเจ้า และเหล่าพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้ชี้แนะแนวทาง

ขอถวายชีวิต และจิตใจ เพื่อปฏิบัติบูชา..สาธุ

แม้ชาตินี้ จะไม่ได้บรรลุธรรม ก็มีความสุขเหลือเกินแล้ว ที่ได้รู้กาย รู้ใจ ในปัจจุบัน.. 

 

ความฝัน

posted on 02 Nov 2009 03:07 by lovelybebe

  นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ไม่ได้อัพเดทบล็อก

ที่หายๆ  ไป ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม รู้ตัวได้บ้าง ไม่ได้บ้าง กดข่มบ้าง แข็ง ๆ ทื่อ ๆ

อาศัยฟังซีดีหลวงพ่อปราโมทย์ เป็นเครื่องอยู่ไปในทุก ๆ วัน

หลาย ๆ ครั้ง อยากจะเขียนเรื่อง หลาย ๆ เรื่อง แต่พอมานั่ง ๆ แล้วก็กลับเขียนไม่ออก

เกิดอาการ ไม่รู้จะเขียนอะไร

วันนี้ได้ฤกษ์ เอ้า..เขียนเรื่องของความฝันที่พึ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ ก็แล้วกัน

พูดกันถึงเรื่องความฝัน คงไม่มีใครบอกว่า ไม่เคยฝันเลย ตั้งแต่เกิดมา

ครูบาอาจารย์ท่านว่า หลับฝันกับจิตคิด มีลักษณะจิตที่ยกขึ้นสู่วิถีเหมือนกัน ดังนั้น การคิดไปในขณะที่ยังตื่นอยู่ก็คือการ "ฝันกลางวัน" นั่นเอง

ครูบาอาจารย์ท่านอื่น ๆ ก็ยังได้บอกไว้อีกว่า ยากที่จะรู้สึกตัวในความฝัน

แต่สำหรับผู้ที่ฝึกจิตจนถึงระดับหนึ่ง จะสามารถตามรู้ตัวในฝันได้ด้วย

ลองนึกเล่น ๆ ว่า ถ้าเรากำลังฝันในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ดี แล้วเกิดต้องตายในวินาทีนั้นล่ะก็

นึกภาพไม่ออกเลยว่า ที่หมายต่อไปจะเป็นอย่างไร

เราเองซึ่งเป็นคนที่ฝันทุกคืน ไม่เว้นวันหยุด ส่วนมากจะเรื่อยเปื่อย ออกไปในทางหลง ฟุ้งซ่าน ร้าย และ ให้หวาดหวั่น

จะหาเรื่องที่เป็นมงคล ได้ไหว้พระ ทำบุญ นี้ นาน ๆ จะมีสักครั้งหนึ่ง (แบบนับครั้งได้เลยมั๊ง)

เมื่อคืนวันศุกร์...เราได้นั่งดูวีดิโอ การบรรยายเรื่องการปฏิบัติดูจิต ของอาจารย์ท่านหนึ่งที่รุ่นพี่ทางธรรมกรุณาส่งมาให้

ในการบรรยายนั้น จะแสดงให้เห็นว่า จิตของเรามีการปรับเปลี่ยน ขึ้นลง ไปตามปัจจัยที่มากระทบ ดีบ้าง ร้ายบ้าง

 

คืนนั้น..

ฝันร้ายว่า มีผู้ร้ายกลุ่มหนึ่ง เป็นชายฉกรรจ์ มาจับเพื่อนสาวที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันเพื่อจะข่มขืน

เราด้วยความห่วงเพื่อน และความกลัว พยายามวิ่งหนีออกมาได้ มาเจอเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ศาลารอรถ

บอกเพื่อนว่า ขอให้เราได้หลบอยู่ในวงล้อม ไม่ให้ผู้ร้ายเห็นตัว เพื่อนจึงล้อมกลุ่มให้เราอยู่ตรงกลาง

ผู้ร้ายกลุ่มนั้นตามมาทัน และเห็นเราซึ่งหลบอยู่ในวงล้อมเพื่อน

ชายคนหนึ่ง มายืนอยู่ตรงหน้าเรา (ซึ่งตอนนั้นนั่งยอง ๆ กันอยู่ทั้งกลุ่ม) หยิบปืนเก็บเสียงสีดำเลื่อมออกมาจากตัว เอาปากกระบอกปืนจี้มาที่เพื่อนคนที่บังเราไว้ ทำท่าจะยิง 

เราด้วยความห่วงเพื่อน ก็พยายามใช้มือปัดดันเพื่อนออกไปจากวิถีของปืน และพยายามปัดปากกระบอกปืนไปทางอื่น แต่ชายคนนั้นกลับยื่นปากกระบอกปื่นมาจอที่หน้าอกเรา รู้สึกได้ชัดถึงแรงกดของปากกระบอกปืนกับหน้าอก

อารมณ์แรกในขณะนั้น ตกใจ และ กลัว..

ฉับพลัน จิตก็บอกตัวเองว่า นี่ถ้าต้องตายแน่ ๆ แล้ว เราก็ต้องมีสติ

เลยตัดสินใจ เอาวะ! ถ้าไหน ๆ ก็ต้องตายแน่ ลองสู้มันสักตั้ง

ลุกขึ้นมา ปัดกระบอกปืนออก แล้วต่อสู้กับชายคนนั้น ทั้งเตะ ทั้งต่อย จนชายคนนั้นล้มไปไม่เป็นท่า

เราคว้ากระบอกปืนทุบไปที่หัวชายคนนั้นจนสลบไป ก่อนที่จะโทรเรียกตำรวจมาเคลียร์เหตุการณ์

 

ตื่นขึ้นมา ทบทวน แล้วบอกตัวเอง นี่เป็นฝันครั้งแรกที่รุนแรงที่สุด คือชนิดที่ตัวเองเกือบต้องตาย

และรู้สึกดีที่ นี่เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกัน ที่เรานึกถึงการมีสติขึ้นมาในความฝัน และในขณะที่เรียกว่าความเป็น ความตาย ใจเกิดความห้าวหาญขึ้นมาแบบที่ตัวเองไม่เคยเป็นมาก่อน

จำที่หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเคยกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

..ในขณะแห่งการข้ามภพข้ามชาตินั้น จิตใจจะมีความห้าวหาญมาก เพราะไม่มีอะไรจะต้องเสียแล้ว..

 

แม้จะไม่ชอบฝัน และ ไม่ชอบฝันร้าย

แต่ถ้าเลือกหรือบังคับจิตไม่ได้ ที่จะฝันดี หรือ ไม่ฝันเลย

อย่างน้อยก็เชื่อว่า การฝึกการมีสติ จะช่วยให้เราไม่อ่อนไหวไปกับความฝัน ไม่ว่าจะทั้งดี และร้าย 

 

 

 

เรื่องของ "ใจ"

posted on 21 Sep 2009 00:58 by lovelybebe

เพื่อนสาวรุ่นพี่โทรมาหา ขอปรึกษาปัญหาชีวิต

ฟังคร่าวๆ จับใจความได้ว่า

ในขณะที่เธอต้องพากเพียร อ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อการเรียนวิชาพยาบาล แต่เธอก็ไม่อาจมีสติจดจ่อกับการอ่านหนังสือ เนื่องจากแฟนเก่าสองคนโทรมา และพยายามคุยกับเธอ

ปัญหาคือ ระหว่างแฟนทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งเธอแคร์เขามากกว่า แต่รู้สึกว่าเขาไม่แคร์เธออย่างที่เธอรู้สึกว่าเขาควรจะเป็น

อีกคนหนึ่งต้องการกลับมาขอคืนดี แต่เธอไม่ต้องการ

อะไรคือข้อแตกต่างของแฟนเก่าทั้งสองคนนี้หรือ?

คนหลัง คือ คนที่เธอบอกเลิกเขา เพื่อมาคบกับอีกคนหนึ่ง

และอีกคนนั้น ก็ถูกเธอบอกเลิกไป เพราะ เห็นว่าเขาไม่ได้ซาบซึ้งกับความรักที่เธอทุ่มเท

ปัญหาเรื่องความรักนี้ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ศึกษาธรรมะมาในระดับหนึ่ง และคิดอย่างโลก ๆ คงจะบอกว่ามันเป็นปัญหาโลกแตก

คำพูดปลอบใจดี ๆ คงไม่พ้น "รักคนที่เขา รักเราดีกว่า" หรืออย่างมากก็พยายามโทษอีกฝ่ายว่า "เขาเป็นพวกไม่แคร์ ไม่เห็นคุณค่าของความรัก"

แต่ทำไม...ต่อให้ผู้คนปลอบใจ พยายามสรรหาคำปลอบมาทั้งจักรวาล ทุกคำพูดสร้างกำลังใจ ก็ยังไม่สามารถ ทำให้ใจเจ้าของมันรู้สึกดีขึ้น

เพื่อนสาวรุ่นพี่ถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า "ทำไมเขายังโทรมา, ทำไมเขาไม่แคร์, ทำไมเขา...ฯลฯ

ฉันบอกเธอไปว่า ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เขา ถ้าเรารู้สึกว่า ใครคนอื่นต้องดีให้ได้มาตรฐานของเรา มันก็เหมือนกับการหวังได้พระจันทร์ และ ดวงดาว มาครองนั่นแหล่ะ ซึ่งทุกคนคงรู้คำตอบว่า "มันเป็นไปไม่ได้ และ จะจบลงด้วยความผิดหวังเป็นแน่แท้"

ฉันพยายามชี้ในมุมกว้างให้เธอเห็นว่า ในกรณีเขาที่เธอแคร์มากกวานั้น ในช่วงเวลาที่เธอและเขาคบกัน เธอก็ไม่มีความสุข

เวลาที่เลิกกันแล้ว เธอก็ยังไม่มีความสุข....

เธอบอกว่าเธอไม่อยากให้เขาโทรมาอีก และไม่รับสายเมื่อเขาโทรมา แต่ทำไมเขายังโทรมา

ฉันลองให้เธอนึกดูว่าทำไม...

เธอเป็นฝ่ายบอกเลิกเขา แต่ก็บอกว่า สงสารเขา และออกปากไว้ว่า เธอจะยังอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน อยู่เป็นเพื่อนเขาในเวลาที่เขาอยู่ไกล (แต่เราเลิกกันนะ)

ฉันบอกว่า คำพูดนี้ มันกักขังเธออยู่ ฝ่ายชายเขาก็ไปหาสิ่งที่เขาต้องการ เพราะเลิกกันแล้ว

แต่ก็รู้ว่าเมื่อเขาไม่มีใคร เขาจะสามารถกลับมา (เพราะคำพูดของเธอ)

ฉันบอกว่า ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ไหว ก็อธิษฐาน ขอเลิกสัญญานั้นเสีย แล้วบอกเขาตรง ๆ ว่า เราไม่อยากคุยแล้ว

ถอยหลังกลับมา แล้วมารักษาใจตัวเองก่อน

เธอบอกว่า "แต่ก็สงสารเขานะ"

ฉันย้อนกลับทันที "แล้วตกลงจะเอายังไง"  มันต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

หนึ่ง  ถ้าจะอยู่เป็นเพื่อน ก็อยู่อย่างเพื่อน เป็นกัลยาณมิตร แล้วอย่าทุกข์

สอง ถ้าทำอย่างแรกไม่ได้ ก็ต้องถอยหลังมาสักก้าวสองก้าว บอกเขาให้เข้าใจ และ กลับมาอยู่กับตัวเองให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริง

มีคนเคยบอกฉันว่า พูดง่าย แต่ทำยาก ต่อให้คนพูดให้ตาย ชี้ให้เห็นแค่ไหน มันก็ทำให้ดีขึ้นไม่ได้

อันนี้ ฉันเห็นด้วย เพราะเคยผ่านประสบการณ์มาก่อน

แต่หลังจากที่ฉันได้ฝึกปฏิบัติธรรม ตามแนวที่หลวงพ่อปราโมทย์สอน

ฉันรู้เลยว่า ปัญหาทุกอย่าง มันไม่ได้เริ่มมากจากคนนอกตัว แต่มันเริ่มจากตัวเรา

ซีดีแผ่นหนึ่ง ตอนหนึ่งในนั้น ที่ฉันฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉันรู้สึกสะท้อนใจ และมันทำให้ฉันคิดทบทวนหลายครั้ง

ท่านบอกว่า

 

ฉันยังคงให้คำปรึกษาเธอต่อไป และบอกให้เธอ กลับมาอยู่กับตัวเองให้มากกว่าเดิม 

มองเป้าหมาย (คือการเรียนให้จบ) และมีความสุขกับบุญกุศลที่เธอได้ทำ 

แต่ถ้าทนไม่ไหว ก็ต้องถอยหลังและดึงตัวเองออกมาทำความสงบชั่วคราว ให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคงเสียก่อน จึงค่อยก้าวกลับไปอยู่กับโลกอีก

ฉันจะไม่คาดหวังว่าเธอจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันพยายามบอก หรือ ไม่แม้จะแสดงอาการหงุดหงิดรำคาญกับเธอ

(เหมือนที่ฉันเคยคาดหวังกับเธอจนตัวเองขุ่นมัวไปแบบรู้ไม่ทัน)

เพราะฉันก็จะใช้สภาวะที่เกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยกับเธอเป็นเครื่องเจริญสติให้ตัวเองใปด้วยเหมือนกัน

และเมื่อไหร่ ที่เธอเลิกโทรปรึกษาเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ หรือ เมื่อไหร่ที่เธอโทรมาแล้วจะไม่มีคำว่า "ทำไมเขา....ฯลฯ" ฉันก็จะรู้ได้ว่า ใจของเธอได้เปิดรับธรรมะของพระพุทธองค์บ้างแล้ว

 

พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ซีดี แผ่นที่ 28